ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ร่วมกับเครือข่ายในเกาะพะงัน นำร่องวางทุ่นป้องกันแนวปะการังท่าเรือท้องศาลา เดินหน้าแผนสิ่งแวดล้อม 10 ปี
หากเอ่ยชื่อ เกาะพะงัน คนทั่วไปคงจะคุ้นเคยกับภาพแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนอกจากจะเลื่องชื่อในเรื่องฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เป็นเทศกาลสังสรรค์กินดื่มและความสนุกสนานยามค่ำคืน จนตอนหลังขยายมาเป็น ฮาล์ฟมูน และเทศกาล แบล็คมูน เพิ่มเติม ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางไปเยือนก็คือ ความงดงามของธรรมชาติทางทะเล การดำน้ำดูปะการังและการพักผ่อนริมชายหาด
เกาะพะงันมีจุดดำน้ำทั้งลึกและตื้นหลายแห่ง มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์รายรอบ ความสวยงามนี้เองที่เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน เพราะเมื่อคนไปเยือนจำนวนมาก ก็ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในการอยู่อาศัยร่วมกับท้องทะเล เช่น มีเรือท่องเที่ยวหรือเรือหาปลาที่ใช้ปะการังผูกทุ่น หรือการขับเรือชนปะการังให้ได้รับความเสียหาย การดำน้ำแล้วหยิบปะการังจากทะเลติดมือกลับบ้านด้วย หรือกระทั่งการเหยียบปะการังใต้น้ำ รวมทั้งการให้อาหารปลาในทะเล หรือการทิ้งขยะในจุดที่ไม่เหมาะสม เหล่านี้ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำร้าย “ทะเล” ที่แสนงามทั้งสิ้น
ความสมบูรณ์ของปะการังโดยรอบเกาะพะงันนั้น มีมากถึงขั้นที่ว่า ชายหาดหลายแห่งนักท่องเที่ยว สามารถดำน้ำตื้น (snorkeling ) ได้ที่ริมหาดนั้นเลยโดยไม่ต้องนั่งเรือออกไปไกลๆ กระทั่งบริเวณท่าเรือท้องศาลา ซึ่งเป็นจุดเข้าออกเรือโดยสารเข้า-ออกเกาะ ซึ่งอยู่ในความดูแลของเทศบาลฯ ในอำเภอเกาะพะงันก็ยังมีแนวปะการังโดยรอบ ในอดีตนั้นแม้จะมีการกำหนดแนวร่องน้ำสำหรับการเดินเรือไว้แล้ว แต่หลายๆครั้งก็ยังมีเรือจากต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยภูมิประเทศ แล่นนอกแนวร่องน้ำจนไปชนปะการังได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะช่วงน้ำลดจะมีปัญหาลักษณะดังกล่าวได้มากเป็นพิเศษ
บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP ซึ่งประกอบธุรกิจเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเส้นทางดอนสัก-เกาะสมุย-เกาะพะงันมายาวนานถึง 38 ปี เห็นว่าหากมีการจัดทำทุ่นเพิ่มเติมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เรือต่างๆเห็นได้ชัดเจน ก็จะสามารถเดินเรือเลี่ยงแนวปะการัง ทำให้การเดินเรือเข้า-ออกเทียบท่าเป็นไปด้วยความสะดวก สามารถมองเห็นร่องน้ำอย่างชัดเจนจากระยะไกล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการท่าเรือและชาวพะงันในระยะยาว
นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการนำร่องสำหรับแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทตั้งใจจะทำเพื่อท้องถิ่นคือเกาะพะงันและเกาะสมุย เพื่อสนับสนุนงานของทางเทศบาลฯและกรมเจ้าท่าซึ่งดูแลพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ร่วมกัน จึงได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเครือข่ายดอกไม้ทะเลเพื่ออนุรักษ์เกาะพะงันและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
“ผมตั้งใจมากที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นก่อนเป็นเรื่องแรก เรามีกิจการอยู่ที่นี่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันดูแลพื้นที่ให้เกาะพะงันยังคงความงดงามตามธรรมชาติ ทุ่นที่วางไว้จะช่วยให้เรือมองเห็นพิกัดได้ในระยะไกล”
กรรมการผู้จัดการ RP กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังมีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่จะทำต่อไปอีกในอนาคต โดยวางแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องระยะยาวถึง 10 ปี เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน หลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ โครงการจัดการขยะภายในองค์กร บนเรือและบริเวณท่าเรือทุกแห่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ของชุมชนและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายภัทรชัย เรืองศรี ประธานกลุ่มเครือข่ายดอกไม้ทะเลเพื่อการอนุรักษ์เกาะพะงัน กล่าวว่า ความร่วมมือกับ RP ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและมีกิจกรรมเป็นรูปธรรม การวางทุ่นรอบนี้มีจำนวน 10 ลูก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลูกละ 50 เซนติเมตร วางบริเวณปากร่องน้ำท่าเรือท้องศาลาทั้ง 2 ด้าน คือด้านซ้ายและขวา ทอดระยะทางเป็นแนวยาวประมาณ 300-400 เมตร เพื่อให้เรือที่เดินทางเข้า-ออกท่าเรือท้องศาลา สังเกตเห็นได้ในระยะไกล
“การวางทุ่นจะทำให้เรือมองเห็นร่องน้ำได้ชัดเจนตั้งแต่ไกล เรือต่างถิ่นจะรู้ความกว้างของร่องน้ำ ทำให้สามารถกะระยะการเดินเรือได้ รู้ว่าบริเวณนั้นมีปะการังที่ต้องเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงเข้าใกล้แนวดังกล่าว ทุ่นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยรักษาป้องกันปะการังเสียหาย จึงมีประโยชน์อย่างมาก”
ส่วนนายสิทธิโรจน์ แก้วหนองเสม็ด หัวหน้าทีมนักประดาน้ำเพื่อวางทุ่นฯ กล่าวถึงการปฏิบัติงานใต้น้ำว่า เป็นไปอย่างราบรื่นเพราะสภาพอากาศดี แต่ก็มีความยากลำบากอยู่บ้าง เพราะกระแสน้ำบริเวณท่าเรือค่อนข้างแรง ในขณะที่ด้านซ้ายของท่าเรือก็มีแนวปะการังจำนวนมากทำให้การฝังสมอเพื่อลงไปผูกทุ่นในพื้นทรายต้องทำด้วยความระมัดระวัง
“การทำงานใต้น้ำมีความยากหลายเรื่อง ซึ่งนอกจากกระแสน้ำแล้ว ยังต้องหาพื้นที่เหมาะสมเพื่อฝังสมอลงไปในพื้นทราย โดยเราต้องระวังไม่ทำให้ปะการังเสียหายเสียเอง เวลาฝังสมอซึ่งเป็นเหล็ก ก็ต้องขันให้แน่นหนาเพียงพอไม่ให้โยกคลอนหรือหลุดจากพื้นทรายได้ในภายหลัง ถ้าขันไม่แน่น ก็ต้องถอนออกมาทำกันใหม่ บางจุดต้องทำหลายหนเหมือนกัน”
กิจกรรมในวันวางทุ่นนั้นไม่เพียงแต่ชุดทีมประดาน้ำมืออาชีพชาวไทยซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มดอกไม้ทะเลฯ แล้วยังมีนักดำน้ำอาสาสมัครหนุ่มสาวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมโครงการด้วย อาทิ กลุ่ม Core Sea ซึ่งมีสมาชิกมาร่วมกว่า 20 คน จากประเทศเยอรมนีและอิสราเอล
มิสเตอร์ Eike Schoenig ประธานกลุ่ม Core Sea ซึ่งมาตั้งสำนักงานเพื่อทำงานด้านศึกษาวิจัยที่เกาะพะงันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ทีมได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสาธารณะในครั้งนี้ โดยปกติแล้วทีมงานได้ประสานและทำงานร่วมกับเครือข่ายกลุ่มต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมในพะงันมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อทราบข่าวก็ไม่ลังเลที่จะชักชวนเพื่อนๆ นักวิจัยมาร่วมวางทุ่นฯด้วย โดยเล่าถึงการทำงานของกลุ่มว่า มาศึกษาเรื่องปะการังเป็นหลักเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ(climate change) ส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อการดำรงชีวิตของปะการังและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล ผลการวิจัยน่าสนใจมากเพราะพบว่าปะการังในพื้นที่เกาะพะงันนี้มีความแข็งแรงมาก จึงยังทนทานต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เช่น เกาะสมุย เกาะเต่า หรือหมู่เกาะอ่างทอง แต่ในช่วงเวลาหลายปีที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงนี้ก็พบว่า ความหลากหลายของปะการังลดลงมาก เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชนิดเมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ ที่ทีมงานเริ่มเข้ามาวิจัยที่นี่ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของปะการัง มาจากการพัฒนาความเจริญและการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่นั่นเอง
“งานวิจัยของเรา ได้นำเสนอไปยังหน่วยงานระดับรัฐบาลและเผยแพร่สู่สาธารณะในวงกว้างผ่านสื่อต่างๆหลายช่องทาง แต่เรื่อง climate change เป็นเรื่องใหญ่ส่งผลกระทบต่อโลกในวงกว้าง การบริหารจัดการในท้องถิ่นคงทำอะไรมากไม่ได้ แต่อย่างน้อยโครงการที่พวกเราทำร่วมกันเช่น วางทุ่นฯ ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ ที่คนในท้องถิ่นเห็นความสำคัญและช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวของเราก่อนโดยไม่ต้องรอระดับนโยบายหรือการสั่งมาจากส่วนกลาง”
ความห่วงใยในปะการังและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ถูกสะท้อนตลอดการสนทนากับทุกคน ไม่เพียง Eike ที่แม้จะเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง แต่ก็เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ ในขณะที่คนท้องถิ่นเองในฐานะเจ้าบ้านอย่างภัทรชัย ฝากบอกว่า อยากให้ทุกคนที่มาเยือนเกาะพะงันช่วยกันคนละไม้ละมือในการ
ลดการสร้างขยะและไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เท่านี้ก็ถือว่าได้มีส่วนช่วยมากแล้ว ในขณะที่ก็ต้องการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ส่วนสิทธิโรจน์แนะนำเทคนิคง่ายๆ แต่สำคัญมากสำหรับนักท่องเที่ยวว่า เมื่อจะไปเที่ยวที่ใดต้องศึกษากฎกติกา ข้อควรปฏิบัติและข้อพึงละเว้นของแต่ละสถานที่ให้ชัดเจนแล้วให้ความร่วมมือปฏิบัติตามระเบียบเหล่านั้น เพื่อให้ท้องทะเลยังคงสวยงามและอยู่กับเราต่อไปได้อีกตราบนานเท่านาน









