วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บิ๊กดุลย์' ฝ่าด่านหินซักฟอก คุ้ยงบ'กลาโหม' โยงสัมพันธ์ 'เนวิน'

นอกจากการใช้งบประมาณของกลาโหม ความสัมพันธ์ "บิ๊กดุลย์-เนวิน" อาจถูกโยงการใช้อำนาจ-ผลประโยชน์การเมือง ที่รมว.กห. ต้องสลัดข้อครหาให้หลุด

KEY POINTS

  • การอภิปรายนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน หนึ่งหนึ่งชื่อถูกจับตา "บิ๊กดุลย์" พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม
  • "กระทรวงกลาโหม" เป็นองค์กรที่มีงบประมาณจำนวนมาก มีอำนาจกำกับดูแลกองทัพ และเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์
  • โจทย์ของ พล.ท.อดุลย์ จึงไม่ได้จำกัดแค่ตอบคำถามฝ่ายค้าน แต่ยังรวมถึงการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง
  • ปมความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง พล.ท.อดุลย์ ซึ่งเป็นทั้งรุ่นน้องและเพื่อนเกลอ ของครูใหญ่ "เนวิน ชิดชอบ" อาจถูกขุดคุ้ย

 

การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีรัฐมนตรีถูกเสนอชื่อให้อภิปรายรวม 18 คน 

นับเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบในสภา โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหน่วยงานซึ่งมีอำนาจบริหารงบประมาณและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล

หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกจับตา "บิ๊กดุลย์" พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ถูกฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ การเอื้อประโยชน์ การไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตลอดจนประเด็นความประพฤติ วินัย และภาวะผู้นำของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

แม้ขณะนี้ยังต้องรอรายละเอียดการอภิปรายและหลักฐานที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ แต่การที่ พล.ท.อดุลย์ ถูกวางไว้ในเป้าหมายของการตรวจสอบ ย่อมทำให้ประเด็นความโปร่งใสในการบริหารราชการทหารกลับมาอยู่ในความสนใจทางการเมืองอีกครั้ง 

"กระทรวงกลาโหม" ไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านความมั่นคง หากยังเป็นองค์กรที่มีงบประมาณจำนวนมาก มีอำนาจกำกับดูแลกองทัพ และเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงต่อเนื่องและถูกมองเป็นพื้นที่ซึ่งบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลได้ยาก กระบวนการจัดซื้ออาวุธที่มีรายละเอียดซับซ้อน จนเกิดภาพจำว่าเป็น “แดนสนธยา” ที่การตรวจสอบจากสาธารณะทำได้ไม่ง่ายนัก

แต่ในสังคมปัจจุบัน ความจำเป็นด้านความมั่นคงไม่อาจใช้เป็นคำตอบครอบคลุมทุกข้อสงสัยได้อีกต่อไป เมื่อการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องอยู่ภายใต้หลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การจัดซื้อยุทโธปกรณ์แต่ละโครงการมีผลผูกพันต่อฐานะการคลังและงบประมาณของประเทศในระยะยาว

โจทย์ของ พล.ท.อดุลย์ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตอบคำถามฝ่ายค้านในสภา แต่ยังรวมถึงการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า การใช้อำนาจของกระทรวงกลาโหมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคล กลุ่มทุน หรือเครือข่ายใด

แม้ปัจจุบัน กองทัพ ยุคใหม่ปรับตัวได้เท่าทันสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ผบ.เหล่าทัพ นำกำลังพล กลับเข้ากรม กอง ถอยห่างจากการเมืองกลับมาทำหน้าที่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ สนับสนุนงานของรัฐบาล ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยพิบัติทุกโอกาส

ทว่า  งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธ ความโปร่งใส เช่น เรือดำน้ำ เครื่องบินรบ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ตลอดจนถึงกาปฏิรูปกองทัพ ลดนายพลสวัสดิการทหาร เรื่องสิทธิมนุษยชน การทำร้ายในค่ายทหาร การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร หรือธุรกิจกองทัพ เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจต่อเนื่อง และตกเป็นหัวข้อให้ฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอก

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนเคารพในกระบวนการในรัฐสภา เพราะผู้ถามกระทู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน เราก็ยินดีที่จะตอบในความจริงที่เกิดขึ้น และหลักฐานที่เรามีอยู่ เขาถามอะไรไม่รู้ แต่เราจะตอบในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีการหนี ไม่มีการถอย เพราะนี่คือกระบวนการของรัฐสภา

ส่วนข้อสังเกตุเรื่องข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่ดูรุนแรงเพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นานนั้น จะให้ทำอย่างไรได้เราไม่ได้เป็นคนถาม เราเป็นคนตอบ เราก็จะตอบจากความเป็นจริงที่มีอยู่และหลักฐาน 

"ผมไม่ทราบว่าเขาจะถามเรื่องอะไรแต่ผมมั่นใจว่า ผมตอบได้ทุกคำถาม ที่เราทำงานมาทั้งชีวิต ผมรับราชการมายังไม่เคยถูกสอบสวน หรือถูกร้องเรียนอะไรเลย จนเกษียณราชการ จนกระทั่งมาทำงานการเมืองได้ 5- 6 เดือน ผมก็ยินดีเพราะเป็นกระบวนการทางรัฐสภา" พล.ท.อดุลย์ กล่าว

นอกจากประเด็นภายในกองทัพแล้ว ปมความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง พล.ท.อดุลย์ ซึ่งเป็นทั้งรุ่นน้องและเพื่อนเกลอ ของครูใหญ่ "เนวิน ชิดชอบ" ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย ถูกมองเป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ

ปูมหลังในอดีตของ พล.ท.อดุลย์ ที่จะถูกฝ่ายค้านตามขุดคุ้ย เพราะหากพิจารณาเส้นทางรับราชการพบว่า พล.ท.อดุลย์ เรียนจบ โรงเรียนนายร้อยประจุลจอมเกล้า เข้ารับราชการที่หน่วยทหารจังหวัดบุรีรัมย์มาตลอด เติบโตขึ้นเป็นผู้หมวด ผู้บังคับการกอง 

ก่อนจะขึ้นเป็น ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ผบ.ร.23 พัน.4) ในยุคที่ตระกูล “ชิดชอบ” สถาปนาการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่ และได้รับแรงหนุนเป็น "แม่ทัพภาคที่2" ปีสุดท้ายก่อนเกษียณราชการ

อย่างไรก็ตาม พล.ท.อดุลย์ เปิดใจเรื่องพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ นายเนวินว่า  ตนเป็นทหารยศร้อยตรีก็อยู่บุรีรัมย์ ภรรยาก็เป็นคนบุรีรัมย์  ถ้าไม่รู้จักคนพื้นที่ ข้าราชการ นักการเมือง มันคือเรื่องแปลก การรู้จักคนเหล่านี้ทำให้การประสานงานสะดวกขึ้น ในช่วงรับราชการทหารที่ จ.บุรีรัมย์ ไม่เคยไปช่วยเรื่องงานการเมือง มีเพียงงาน MotoGP จัดที่สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์  ที่ไปช่วยอำนวย ความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาร่วมงานเป็นจํานวนมาก โดยมีตํารวจเป็นเจ้าหน้าที่หลัก ส่วนเราไปสนับสนุน

" เรื่องการเมือง ผมไม่เคยเข้าไปช่วย ถ้ามีก็ถูกร้องเรียนไปนานแล้ว
ผมไม่เคยพาคนไปช่วยหาเสียง หรือไปนับคะแนน หากมีผมลาออกเลย ผมรู้จักนักการเมือง ในพื้นที่ ถามว่ารู้จักแล้ว ผิดอะไร ผมเห็นสิ่งที่เขา(เนวิน)ทำเพื่อคนบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย มีเพียงภูเขา แต่เขาใช้ความคิด สร้างสรรค์ สร้างความเจริญ ทำสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ”

พร้อมย้ำว่า การเมืองคือการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ แต่เพื่ออะไร เพื่อตนเอง พวกพ้อง ประเทศชาติ แต่สำหรับส่วนตัวตน เพื่อชาติ ประชาชนและกองทัพ  เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ทหาร ไม่เคยรับส่วยบ่อนการพนัน ซึ่งถ้ามีคงถูกร้องเรียน ตั้งแต่รับราชการไปแล้ว

หากโจทย์ใหญ่ของฝ่ายค้านในการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล พุ่งเป้าไปที่ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ที่ถูกเปรียบเป็นศัตรูและเป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย 

ปูมหลัง พล.ท.อดุลย์ ความสัมพันธ์กับครูใหญ่เนวิน ตกเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านอาจหยิบยกมาหวังเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ท่ามกลางโจทย์สำคัญที่ว่า รมว.กลาโหม จะพิสูจน์ความโปร่งใส สลัดข้อครหาเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมืองได้อย่างไร