"ข้าวตราฉัตร" รายได้พุ่งกว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังรับจ้างผลิต เตรียมทุ่มงบ 500 ล้านบาทสร้างโรงสีที่จ.สุพรรณฯ
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ราคาข้าวปรับลดลงหลังจากไม่มีโครงการรับจำนำข้าวแล้ว นั้นส่งผลให้ปีนี้ไทยส่งออกได้มากขึ้นโดยคาดว่าจะทำได้มากถึง 10 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านตันในปีที่ผ่านมา
ในส่วนของข้าวตราฉัตรปีนี้คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แยกเป็นการส่งออกที่คาดว่าจะได้รวม 7.5 แสนตัน มูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจาก 5 แสนตันปีก่อน และปี 58 คาดว่าจะส่งออกได้ถึง 9 แสนตันก่อนขยายการส่งออกเป็น1.5 ล้านตันในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ข้าวตราฉัตรได้พัฒนากระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน สินค้ามีคุณภาพโดยเฉพาะที่โรงสีข้าวนครหลวง และระบบโลจิสติกส์ ที่ท่าเรือนครหลวง ทำให้ปัจจุบันมีผู้จ้างผลิตมากขึ้นกว่า 10 บริษัท จากสหภาพยุโรป หรืออียู เอเชีย และสหรัฐเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จากกำลังการผลิตที่โรงสีข้าวนครหลวง 8 หมื่นตัน/เดือน เดิมมีการใช้เพียง 3 หมื่นตัน/เดือนเท่านั้น ปัจจุบันต้องเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 หมื่นตัน/เดือน ซึ่งเป็นผลมาจากที่ข้าวตราฉัตรต้องรับจ้างผลิตมากขึ้น
"ยอดขาย 7.5 แสนตัน นั้น 70 % มาจากการรับจ้างผลิต ที่เหลือเป็นการส่งออกเองในแบรนด์ตราฉัตร ที่ผ่านมาการรับจ้างผลิตในช่วงที่ผ่านมามีน้อยเพราะบริษัทต่างๆ ไม่มั่นว่าตราฉัตรจะแย่งตลาดข้าวหรือไม่ แต่หลังจากที่มีการศึกษาตลาดแล้วโดยเฉพาะแอฟริกา ข้าวตราฉัตรจะวางจำหน่ายในตลาดพรีเมียม การจ้างผลิตจึงเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่งแต่อย่างใด" นายสุเมธ กล่าว
ทั้งนี้การรับจ้างผลิตดังกล่าว จะเป็นข้าวนึ่ง ข้าวขาว ปลายข้าวขาว และปลายหอมมะลิ ซึ่งคุณภาพของสินค้าข้าวตราฉัตรดีกว่า แม้ราคาจะสูงกว่า แต่ผู้ว่าจ้างจะได้รับความสะดวกด้านการขนส่งข้าวสามารถลงเรือได้ทันที ในลักษณะเป็นเทกอง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้จะขนส่งลักษณะกระสอบที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเทกองต้องใช้กระบวนการที่มั่นใจได้ว่าข้าวจะไม่เสียหายหรือคุณภาพลดลง
วิธีการเหล่านี้ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดลงได้มากถึง 30-50% จากที่ท่าเทียบเรืออื่นจะใช้ระยะเวลา 20 วันในการนำข้าว 4-5 หมื่นตันลงไปในเรือขนส่ง แต่ท่าเทียบเรือของตราฉัตรใช้เวลาเพียง 7-10 วันเท่านั้น ความมั่นใจในกระบวนการผลิตและส่งมอบข้าวเหล่านี้ส่งผลให้ผู้จ้างผลิตมีแนวโน้มมากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งข้าวตราฉัตรจะใช้วิธีการสร้างโรงสีพันธมิตรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตป้อนลูกค้าเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน ในปี 58 ข้าวตราฉัตรมีแผนลงทุน 400-500 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงสีใหม่ที่สุพรรณบุรี กำลังการผลิตใกล้เคียงกับนครหลวง เนื่องจากสุพรรณเป็นเขตปลูกข้าวที่ดี มีถนนที่ดีมีระยะห่างจากพระนครศรีอยุธยาเพียง 70 กิโลเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังจะปรับปรุงโรงสีข้าวของตราฉัตรที่มีอยู่ 5 แห่ง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับรายได้ในประเทศ คาดว่าปีนี้จะทำได้ประมาณ 4 แสนตัน มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้รัฐบาลระบายสต็อกข้าวออกมามากโดยเฉพาะรายการธงฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ของตราฉัตรหายไป
อย่างไรก็ตามในปี 58 คาดว่าขายในประเทศจะเพิ่มเป็น 5.5 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 10 % ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่หันมาบริโภคข้าวถุงคุณภาพดีมากขึ้น









