ในชีวิตนี้มีเรื่องหลักๆ อยู่ 5 เรื่องที่ไม่ควรรอช้า
ในชีวิตนี้มีเรื่องหลักๆ อยู่ 5 เรื่องที่ไม่ควรรอช้า
ที่จริงแล้วไม่ได้อยากเขียนเพียงแค่ “ห้าสิ่ง” หรอกครับ ยังมีอีกหลายสิ่งที่สายแล้ว “เสีย” ได้ถ้าไม่รีบตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้ อาทิ การไม่ออกกำลังกายที่ยิ่งรอก็ยิ่ง “สนิม” กินจนฝืด กลายเป็นไม่อยากออกอย่างถาวร
1) เรื่องกิน ให้รีบเปลี่ยนนิสัยการกิน โดยเฉพาะเรื่องติดหวาน กินซ้ำซาก กินมากไป กินบุฟเฟ่ต์บ่อย กินแล้วต้องปรุงทุกครั้ง เรื่องกินนี้ต้องรีบคุมให้ดีเสียตั้งแต่เนิ่นครับเพราะนอกจากช่วยเรื่องสุขภาพแล้วยังช่วยชีวิตเราได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยคนที่คุมเรื่องการกินได้จะไม่ค่อยทุกข์กับกิเลสเรื่องอื่นมากมายนักเพราะเรื่องกินนี่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว ลงถ้าคุมได้ก็จะฝึกใจให้แข็งพอคุมความอยากเรื่องอื่นได้
2) เรื่องโรค ยิ่งรอนานยิ่งอาจสายเกินแก้ครับ โรคที่น่าจับตาดูว่ารอไม่ได้นานนักได้แก่ โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน เบาหวาน มะเร็งไปจนถึงซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยด้วยโรคใดๆ ก็ตาม ขอให้ถามตัวเองว่าอยากให้มันแย่ลงหรือไม่ แม้โรคที่รักษาไม่หายอย่างภูมิแพ้ก็รีบแก้รีบรักษาไปก่อน หรืออย่างโรคตกขาวที่ยิ่งปล่อยไว้ก็จะยิ่งเป็นเรื้อรังมากขึ้น คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคกระดูกพรุนยิ่งทิ้งนานก็ยิ่งวุ่นหนักขึ้นครับ
3) เรื่องการนอนหลับ ท่านที่มีปัญหาเรื่องการนอนควรต้องรีบแก้ก่อนจะสายครับ เพราะการนอนผิดปกติมีหลายแบบที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บอย่างอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง สมองขาดเลือด โรคซึมเศร้า ปัญหาการนอนจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและถาวรได้ เพราะคนที่ป่วยด้วยโรคนอนไม่หลับเป็นโรคประจำตัวส่วนใหญ่เกิดจากการที่ไม่ได้รีบแก้ตั้งแต่ต้นครับ
4) เรื่องเครียด อย่าปล่อยให้เรื้อรังนานเลยครับ ให้เอาเรื่องหนักหัวทั้งหมดปล่อยวางเสีย ไม่ใช่ห้ามให้คิดนะครับ คิดได้ครับสำหรับเรื่องเครียดแต่พอคิดเมื่อไรแล้วก็ให้วางเมื่อนั้น ลองดูสิครับแล้วมันจะค่อยๆ “ปล่อย” ได้เร็วขึ้นเอง เป็นยาแก้เครียดที่ดีกว่ายาฝรั่ง
5) เรื่องพ่อแม่ อย่ารอช้าเลยครับเพราะนับวันเวลาผ่านไปเร็ว เราทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลัง เลี้ยงลูกของตัวเอง ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ประเดี๋ยวพ่อแม่เราก็แก่เสียแล้ว จะไปไหนต่อไหนก็ลำบากหรือพอท่านเจ็บป่วยก็รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ ในเวลานี้เทวดาท่านให้นาทีทองมาแล้วครับ ขอให้รีบกตัญญูในทุกนาทีตอนนี้เลยครับ
เวลาทุกนาทีมีค่ายิ่งครับ สิ่งหนึ่งที่อาชีพสอนผมก็คือ “ค่าของเวลา” ครับ ผมชอบหาโอกาสเรียนรู้ในทุกอย่างรอบตัว
ดังนั้นเวลาเห็นคนไข้คนหนึ่งมารู้ตัวว่าป่วยเมื่อสายเสียแล้ว ผมก็จะย้อนมองตัวเองบ้างว่าแล้วเราล่ะได้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดหรือยัง หรือเมื่อได้เห็นคนไข้นั่งบ่นทุกสิ่งรอบตัว ทั้งหมอ พยาบาล ญาติพี่น้อง ผมก็ได้แต่ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราเคยเป็นอย่างนั้นไหม เราได้มองตัวเองก่อนแล้วหรือยัง แล้วบางครั้งก็จะได้แถมสิ่งสุดท้ายก็คือยิ้มได้เมื่อคิดว่าโชคดี ที่เราไม่ได้เกิดมาเป็นคน “ช่างโทษ”
ในทางตรงกันข้ามครับ กับคนที่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราทำดีที่สุดแล้วเหนือใครๆ ทำไมเราจึงไม่ได้ดี ไม่มีสุขภาพดี ไม่ได้ดั่งที่ใจปรารถนา เรื่องนี้ก็ต้องคิดให้ได้ครับว่าสิ่งใดที่ใช่ของเรามันก็จะเป็นของเราอยู่วันยังค่ำ
สุดมือสอยก็ต้องปล่อยมันไปครับ









