เกราะนิวเคลียร์ระดับโลก! เปิดภารกิจ NSSC ผงาดบทบาทผู้นำไทยบนเวทีสากล ชู “ปรมาณูเพื่อสันติ” ขับเคลื่อนความมั่นคง ปกป้องประชาชน และปักหมุดความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR สู่อนาคต
KEY POINTS
- สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตั้งศูนย์สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (NSSC) ยกระดับการกำกับดูแลและสร้างความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
- ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยบุคลากรของ ปส. ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย NSSC ของ IAEA และไทยยังเป็นผู้นำกลุ่มในภูมิภาค
- ภารกิจของ NSSC ช่วยสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เพิ่มความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน และเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต
สถาปัตยกรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในยุคไร้พรมแดน ในโลกยุคปัจจุบันที่ภัยคุกคามมีความซับซ้อน ไร้รูปแบบ และเชื่อมโยงข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ
ประเด็น "ความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์" (Nuclear Security) มิใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงภารกิจเฉพาะของกลุ่มประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น
หากแต่เป็นภารกิจหลักอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชน การรักษาความมั่นคงของรัฐ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และการลงทุนของประเทศ
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ระบุว่า ประเทศไทยประยุกต์ใช้วัสดุกัมมันตรังสี สารกัมมันตรังสี และเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างแพร่หลาย ทั้งในภาคการแพทย์ การอุตสาหกรรม การเกษตร และการศึกษาวิจัยขั้นสูง
ดังนั้น การป้องกันมิให้วัสดุหรือเทคโนโลยีเหล่านี้สูญหาย ถูกลักลอบเคลื่อนย้าย ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นภารกิจเชิงรุกที่รัฐต้องดำเนินการอย่างมีระบบ เข้มงวด และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ ได้นำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำในการสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ผ่าน ศูนย์สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (National Nuclear Security Support Centre: NSSC)
ตามแนวทางของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้โดดเด่นในระดับสากล
“ไทยผงาดผู้นำบนเวทีสากล: จากผู้ปฏิบัติตาม สู่ผู้กำหนดทิศทางโลก”
ผลจากการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและยึดมั่นในมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างสูงในประชาคมนิวเคลียร์โลก
โดยบุคลากรของ ปส. คือ ดร.อิสริยา ชัยรัมย์ สถาบันนิวเคลียร์นิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สนน.) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายศูนย์สนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA NSSC Network’s Chair) ในวาระมิถุนายน 2567 – พฤศจิกายน 2569
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังได้รับบทบาทเป็น ผู้นำกลุ่มความร่วมมือย่อยระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Nations Sub-regional Group: SAN) อีกด้วย
การได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายสากลของ ดร.อิสริยา ชัยรัมย์ และบทบาทผู้นำภูมิภาคของ ปส. ในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยและข้าราชการไทยมิได้เป็นเพียง "ผู้ปฏิบัติตามมาตรฐาน" (Standard Taker) อีกต่อไป
แต่ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็น "ผู้นำและผู้กำหนดทิศทาง" (Standard Setter) ในการเสนอแนวคิด ผลักดันนโยบาย และยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
บทบาทผู้นำนี้นับเป็น "ทุนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Asset) ที่ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง สร้างความน่าเชื่อถือ และตอกย้ำเกียรติภูมิของประเทศไทยในฐานะสมาชิกที่มีความรับผิดชอบสูงต่อสันติภาพและความปลอดภัยของประชาคมโลก
NSSC: กลไกสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมใน 3 มิติ
NSSC โดย สถาบันนิวเคลียร์นิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สนน.) ปส. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพของประเทศ โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนหน้า (Frontline Officers) เช่น ศุลกากร และตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมอย่างรอบด้านใน 3 มิติสำคัญ:
1.การพัฒนากำลังคนและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: สร้างบุคลากรและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสากล
2.การบริหารจัดการเทคโนโลยีและอุปกรณ์ตรวจจับรังสี: วางระบบ ดูแล และบำรุงรักษาอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำตลอดเวลา
3.การสนับสนุนทางวิชาการและนิวเคลียร์นิติวิทยาศาสตร์: พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้ นวัตกรรม และห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์นิติวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการตรวจพิสูจน์และรับมือภัยคุกคามทางนิวเคลียร์และรังสีรูปแบบใหม่ได้อย่างทันท่วงที
ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 5 ประการ: สิ่งที่ประเทศและคนไทยได้รับจากภารกิจ NSSC
ภารกิจของ NSSC ไม่ใช่เพียงงานด้านความมั่นคงทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน ความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศใน 5 ด้านหลัก:
1. ประชาชนปลอดภัย: ประชาชนได้รับการคุ้มครองดูแลให้ปลอดภัยจากอันตรายและอันตรายรังสีที่อาจเกิดจากการใช้วัสดุกัมมันตรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ในทางที่ผิด ผ่านระบบการเฝ้าระวัง การตรวจจับ และการตอบสนองที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
2. ประเทศมั่นคง: เกิดการบูรณาการไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล (ปส.) หน่วยงานความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการส่วนหน้า ทำให้ประเทศมีระบบแจ้งเตือน การเฝ้าระวังชายแดน และแผนตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีที่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วตามหลักสากล
3. เพิ่มความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน: ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่เข้มแข็งและได้มาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ท่าเรือพาณิชย์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ
ช่วยยืนยันต่อคู่ค้า นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงทางรังสีที่รัดกุม ปลอดภัย และได้มาตรฐานโลก
4. ประเทศไทยในฐานะผู้นำบนเวทีสากล: การดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย NSSC สากลของข้าราชการไทย ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เทคโนโลยีขั้นสูง องค์ความรู้ นวัตกรรม และทุนสนับสนุนวิชาการจาก IAEA และประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการนับหนึ่งใหม่ด้วยตนเอง
5. ความพร้อมสำหรับพลังงานและเทคโนโลยีแห่งอนาคต (SMR/MMR Readiness): ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยกำลังพิจารณาทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเครื่องปฏิกรณ์ขนาดจิ๋ว (Micro Modular Reactor: MMR)
แม้ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เริ่มดำเนินโครงการ SMR แต่การวางรากฐานด้านบุคลากร ระบบกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐานวิชาการ และกลไกความมั่นคงปลอดภัยผ่าน NSSC ไว้ล่วงหน้า ถือเป็นความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
ช่วยลดต้นทุนการเตรียมความพร้อม และช่วยให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน
บทสรุป
การขับเคลื่อนภารกิจศูนย์ NSSC โดย สถาบันนิวเคลียร์นิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จึงมิได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามภารกิจประจำเท่านั้น แต่คือ "โครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน" (Institutional Infrastructure) ที่เชื่อมโยงความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงของชาติ ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคตพลังงานสะอาด
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มุ่งมั่นทำหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัย ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย และนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระดับสากลอย่างยั่งยืน.





