วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมันแพงโลกป่วน ไทยต้องเร่งสร้างกันชนเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันโลกที่ขยับขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางสงครามและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ประเทศไทยอย่าคาดหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงในเร็ววัน  เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนสมดุลอุปสงค์และอุปทานพลังงานได้ในชั่วข้ามคืน 

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งมอบน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกันการโจมตีของกลุ่มฮูตีในซาอุดีอาระเบียยิ่งตอกย้ำว่า ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่สามารถขยายวงไปยังแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งสำคัญได้ตลอดเวลา

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เตือนด้วยว่า อุปทานน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงชนิดอื่นจะยังเผชิญแรงกดดันในปีหน้า นั่นหมายความว่า แม้การสู้รบจะลดระดับลง ราคาพลังงานก็อาจไม่ได้กลับสู่ระดับเดิมทันที เพราะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูการผลิต การขนส่ง และคลังสำรอง สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีภาคการผลิต การขนส่ง และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ต้นทุนสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน 

หากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ภาคธุรกิจอาจต้องลดการลงทุนหรือชะลอการจ้างงาน ส่วนรัฐบาลก็จะเผชิญแรงกดดันให้ใช้มาตรการช่วยเหลือมากขึ้น ทั้งที่พื้นที่ทางการคลังมีข้อจำกัดอยู่แล้ว นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)  ประเมินว่า เศรษฐกิจภูมิภาคจะชะลอตัวจาก 5% ในปี 2568 เหลือ 4.8% ในปี 2569 และ 4.4% ในปี 2570 พร้อมชี้ว่ารัฐบาลต้องฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังเพื่อเตรียมรับวิกฤติครั้งต่อไป ขณะเดียวกัน ต้องออกแบบความช่วยเหลือให้ตรงเป้าหมาย ไม่สร้างภาระงบประมาณเกินจำเป็น และไม่ผลักภาระการปรับตัวไปให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางแบกรับเพียงฝ่ายเดียว

โจทย์แรกของไทยคือการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างโปร่งใสและทันสถานการณ์ รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลปริมาณสำรอง แผนจัดหาพลังงาน และต้นทุนที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ พร้อมประเมินฉากทัศน์หลายระดับ  โจทย์ที่ 2 คือการช่วยเหลืออย่างมุ่งเป้า แทนการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มจะใช้งบประมาณได้มีประสิทธิภาพกว่า และเปิดโอกาสให้รัฐบาลรักษาทรัพยากรไว้รับมือวิกฤติที่อาจยืดเยื้อ 

ส่วนโจทย์ที่ 3 คือการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และกระจายแหล่งนำเข้าให้หลากหลาย การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ไม่อาจทำได้ทันที แต่ยิ่งเริ่มช้า ประเทศก็ยิ่งต้องรับความผันผวนจากตลาดโลกมากขึ้น

โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนที่รัฐบาลไทยควบคุมไม่ได้ แต่ไทยสามารถเลือกวิธีเตรียมพร้อมได้ การรักษาเสถียรภาพราคาในวันนี้ต้องเดินคู่กับวินัยการคลัง การช่วยเหลือที่ตรงจุด และการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานในวันหน้า เพราะในยุคที่สงครามสามารถผลักราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นได้ทุกเมื่อ ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ใช่การหวังให้วิกฤติไม่เกิดขึ้นอีก หากคือการทำให้เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการเติบโต