วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โชติ'ขอถกเชิงนโยบายก่อนคล้องช้างเผือก

'โชติ'ย้ำต้องหารือเชิงนโยบายก่อนจะคล้องช้างเผือก เตรียมสรุปแผนคุมค้างาช้างส่งไซเตส 15 พ.ค.นี้

หลังมีข่าวการค้นพบช้างป่าที่คาดว่าจะเป็น "ช้างลักษณะพิเศษ" ที่ป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งกลายเป็นข่าวฮือฮาขึ้นมาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา จนกระทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำกล้องดักถ่ายภาพสัตว์กลางคืนไปติดตั้งในจุดที่คาดว่าจะเป็นทางเดินของช้าง

ล่าสุดในวันที่ 3 พ.ค.นี้มีข่าวลือว่าสามารถถ่ายติดภาพโขลงช้างที่มีลักษณะพิเศษได้แล้ว โดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้สัมภาษณ์เบื้องต้นว่าสามารถถ่ายภาพโขลงช้างป่าลักษณะพิเศษดังกล่าวรวมอยู่ด้วยลงมากินน้ำในช่วงดึก ซึ่งยืนยันว่าช้างยังอยู่ในฝั่งไทยไม่ได้ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และในช่วงบ่ายจะมีการประชุมร่วมกับผวจ.เพชรบุรี และตัวแทนจากสำนักพระราชวัง เพื่อหารือถึงกำหนดการคล้องช้างเพื่อไม่ให้ขัดต่อข้อกฎหมายใดๆนั้น

นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัดยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขณะนี้ต้องการให้มีภาพถ่ายที่ชัดเจน และสามารถยืนยันได้ว่าช้างตัวนี้มีลักษณะพิเศษจริงๆก่อน ยังไม่อยากให้ด่วนสรุปกันแล้วว่าจะเข้าไปคล้องช้าง เพราะการจะเข้าไปคล้องช้างต้องพูดคุยกันในระดับนโยบาย และมีขั้นตอนการดำเนินการที่รัดกุม ไม่ใช่รีบออกข่าว เพราะเกรงว่าจะส่งผลผลกระทบและมีปัญหาตามมา อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของสังคม แต่จำเป็นต้องมีหลักฐานโดยเฉพาะภาพถ่ายหรือข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ก่อน

ส่วนการนำหน่วยงานระดับกรมอาทิ ตัวแทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ทส. เข้าหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการรายงานผลการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพว่าจะมีมาตรการดำเนินการควบคุมและป้องกันการค้างาช้างผิดกฎหมายอะไรบ้าง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และต้องรายงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแผนควบคุมการค้างาช้าง และปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่างๆภายในประเทศ

รวมทั้งแบ่งงานต่างให้กับหน่วยงานไปปฏิบัติ เช่น หากตรวจยึดงาช้างขนาด500 กิโลกรัมต้องรายงานไปยังไซเตสสำนักงานใหญ่ และตรวจหาแหล่งที่มาของงาช้างภายใน 90 วัน ซึ่งมอบให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบ ส่วนการตรวจสต็อกงาช้างต่างๆที่ต้องรายงานให้ไซเตสทุกวันที่ 28 ก.พ.ของทุกปีเป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ รวมทั้งแผนงานอื่นๆ เช่นการปรับแก้กฎหมายพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เพื่อเพิมให้ช้างแอฟริกา และงาช้างเข้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองเพิ่มเติม ทั้งนี้ทางกรมอุทยานฯจะจัดทำแผนให้กับไซเตสในวันที่ 15 พ.ค.นี้

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับแผนควบคุมการค้างาช้างของไทยที่เตรียมจะส่งให้ไซเตสในวันที่ 15 พ.ค.นี้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะดำเนินการ 3 ปี โดยเฉพาะการกำหนดสำรวจสต็อกงาช้างในกลุ่มร้านค้าผู้ประกอบการค้าผลิตภัณฑ์ค้าขายงาช้างทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี สำรวจงาช้างบ้าน 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ และหารแห้กฎหมายช้างฉบับใหม่ ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้เพราะเกี่ยวกับหลายหน่วยวานและมีปัจจัยอื่นๆ