‘บาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘แข็งค่า’ ที่ 31.67บาทต่อดอลลาร์

‘บาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘แข็งค่า’ ที่ 31.67บาทต่อดอลลาร์
17 มกราคม 2562
7,116

ตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง คลายกังวลปัจจัยในอังกฤษและสหรัฐ เงินทุนไหลเข้าพักฝั่งเอเชีย

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน,ตลาดการเงินสหรัฐตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.67บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์

ในคืนที่ผ่านมา สภาอังกฤษยังคงมีมติ “ไว้วางใจ” นายกรัฐมนตรี เทเรซ่า เมย์ ส่งผลให้เงินปอนด์ของอังกฤษปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาที่ 1.288 ปอนด์ต่อดอลลาร์ และตลาดคาดว่าในที่สุดจะต้อนเลื่อนการเจรจาและเส้นตายเรื่อง Brexit ทั้งหมดออกไปก่อน

เมื่อความเสี่ยงระยะสั้นในอังกฤษลดลง ตลาดการเงินสหรัฐนำโดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีจึงฟื้นตัวต่อเนื่อง

ดัชนี S&P500 ปรับตัวบวกขึ้นถึง 0.2% แต่บอนด์ยิลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐ ที่ปรับตัวขึ้นได้เพียง 1bp มาที่ระดับ 2.73% ยังคงสะท้อนภาพตลาดที่ไม่ได้เปิดรับความเสี่ยงมากนัก

ในระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือผลประกอบการของบริษัทในตลาดสหรัฐ และความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ 

ภาพรวมความเสี่ยงที่สูงยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าอยู่ได้เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นว่านักลงทุนคลายความกังวลลงบ้างและหยุดขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกลงแล้ว ส่วนใหญ่เชื่อว่าเงินเฟ้อโลกจะไม่สูงขึ้นและเศรษฐกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอนในปีนี้ ซึ่งจะเป็นบวกกับตลาดเกิดใหม่ และเมื่อยุโรปและสหรัฐยังมีปัญหาการเมืองเงินทุนก็จะไหลมาพักที่ฝั่งเอเชียมากกว่าด้วย

สำหรับค่าเงินบาทช่วงนี้แข็งค่าขึ้นมาที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 8 เดือน และขึ้นมาเป็นอันดับ1 ของเอเชียนับตั้งแต่ต้นปีอีกครั้ง

เหตุผลหลัก มาจากเงินทุนไหลเข้าในฝั่งบอนด์หลังผลประมูลบอนด์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงปริมาณความต้องการที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันจากผู้ส่งออกที่ขายดอลลาร์ในช่วงต้นปีมาประกอบด้วย 

ระยะสั้นเราไม่เห็นแรงซื้อมาช่วยรับมากนัก จึงมีโอกาสผันผวนและแข็งค่าต่อได้ถ้าดอลลาร์พลิกกลับลงไปอ่อนค่าด้วย

มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ 31.60-31.80บาทต่อดอลลาร์

นักบริหารเงินธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ตลาดโดยรวมยังคงเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่อง หลังทางการจีนเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีความหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจจีนสามารถขยายตัวได้ต่อ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้า

นอกจากนี้ ผลประกอบการของกลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างดีกว่าคาด ยังช่วยหนุนให้ตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากพิจารณารายงาน Fed Beige Book จะพบว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ เริ่มเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ทั้ง ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นจากสภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัว

รวมทั้ง ต้นทั้งการผลิตจากราคาวัตถุดิบและค่าขึ้นส่งที่สูงขึ้น ซึ่งสงครามการค้าก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ความผันผวนในตลาดการเงิน รวมทั้ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ยังกดดันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจให้ลดลง ดังนั้น หากสงครามการค้ายังคงยืดเยื้อ(ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ จากการที่บริษัท Huawei ของจีนยังคงตกเป็นเป้าการตรวจสอบในเรื่องการขโมยความลับทางการค้าของบริษัทสหรัฐฯ อาทิ T-Mobile) ภาคธุรกิจในสหรัฐฯอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นและส่งกระทบต่อผลประกอบการภาคเอกชนสหรัฐฯได้ ซึ่งหากผลประกอบการของบริษัทเอกชนสหรัฐฯออกมาแย่กว่าคาด ตลาดก็พร้อมจะกลับไปปิดรับความเสี่ยงทุกเมื่อ

สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเฟด อาทิ Fed Quarles เพื่อหามุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด รวมทั้ง ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตจาก Philadelphia Fed (Philly Fed Manufacturing Index) ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อ ท่ามกลางการชะลอตัวของภาคการผลิตสหรัฐฯ

วันนี้มองเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในช่วงกรอบ 31.60-31.75บาทต่อดอลลาร์ 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง