วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

IMF ‘ชมไทย’ บนเวทีโลก พร้อม ‘เปิด 3 คำถาม’ ถึงผู้นำ IMF

ใกล้ปิดฉากประชุม IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ผู้นำ IMF เตือน เศรษฐกิจโลกเริ่มปรากฏรอยร้าวจากสงคราม เงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะ แม้ AI จะช่วยพยุงการเติบโต แต่กลับเสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ พร้อม ‘เปิด 3 คำถามสำคัญ’ จากสื่อมวลชน เจาะอนาคตประเทศยากจน วิกฤติตะวันออกกลาง และ ‘บทบาทไทยบนเวทีโลก’ หลังกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ “คริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการการเงินและการเงินระหว่างประเทศ (IMFC) โดยเตือนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโต แต่เริ่มปรากฏรอยร้าวจากสงคราม เงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะ

ขณะที่ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงไม่กี่ด้าน เสี่ยงทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศรุนแรงขึ้น พร้อม “เปิดคำถามจากสื่อมวลชน” ถึงอนาคตประเทศยากจน วิกฤติตะวันออกกลาง และ “บทบาทไทย” บนเวทีโลก

กอร์เกียวาระบุว่า การประชุมครั้งนี้เต็มไปด้วยทั้ง “ความหวังและความกังวล” โดยความหวังมาจากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลก ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลวัตทางเศรษฐกิจของเอเชีย ขณะที่ความกังวลเกิดจากเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะระดับสูง สงคราม และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ในช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน ยังมี “โมฮัมเหม็ด อัลจาดาน” (Mohammed Aljadaan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย ในฐานะประธาน IMFC ร่วมตอบข้อซักถามเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก วิกฤติพลังงาน และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

กอร์เกียวาสรุปออกเป็น “3 ประเด็น” ได้แก่

1.) เศรษฐกิจโลกพึ่งพา AI มากเกินไป

IMF เตือนว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้จากนโยบายและสถาบันทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รวมถึงกระแสลงทุน AI ที่กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แต่การพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนเพียงด้านเดียวกลับสร้างความเปราะบาง โดยกอร์เกียวาเปรียบเทียบว่า การพึ่งพา AI มากเกินไป “ไม่ต่างจากการยืนอยู่บนขาข้างเดียว”

โดยเฉพาะท่ามกลางพลังงานและกันชนทางการคลังกำลังร่อยหรอ เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น กำลังซ้ำเติมภาระชำระหนี้ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

2.) ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศกำลังรุนแรงขึ้น

ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI หรือได้รับประโยชน์จากการส่งออกพลังงาน มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่า ขณะที่ประเทศนำเข้าพลังงานซึ่ง “ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่มูลค่า AI” กำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่เดิมก็อยู่ในสถานะเปราะบางอยู่แล้ว

3.) AI พัฒนาเร็วเกินกว่าจะปล่อยให้ไร้การกำกับดูแล

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งวางกฎเกณฑ์กำกับดูแล เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขณะเดียวกัน โมฮัมเหม็ด อัลจาดาน รัฐมนตรีคลังซาอุดีอาระเบีย ในฐานะประธาน IMFC เตือนว่า สงครามและความขัดแย้งกำลังสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ขณะที่การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการค้าสำคัญ ยังคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร

เขาย้ำว่า รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป โดยต้องเร่งฟื้นฟูฐานะการคลัง ลดความเปราะบางจากหนี้ และรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงของการขนส่งพลังงาน การช่วยเหลือประเทศที่เผชิญปัญหาหนี้ และการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางแนวโน้มการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลก

นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจโลก กอร์เกียวายังกล่าวชื่นชมไทย ถึงบทบาทของไทยในการผลักดัน “Bangkok Blueprint” ซึ่งเป็นแนวทางวางกรอบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีความรับผิดชอบ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงใหม่ของระบบการเงิน ทั้งการเพิ่มขึ้นของการก่อหนี้ในระบบ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร การโจมตีทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางการเงิน ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เปิดช่วงถามตอบ สื่อจี้ IMF เรื่องหนี้ สงคราม และบทบาทไทย

ภายหลังการแถลงสรุปผลการประชุม ผู้บริหาร IMF และประธาน IMFC เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม โดยมีคำถามสำคัญ “3 ประเด็น” ตั้งแต่ความอยู่รอดของประเทศยากจน วิกฤติเศรษฐกิจตะวันออกกลาง ไปจนถึง “บทบาทของไทย” ในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก

คำถามที่ 1 ประเทศยากจนจะรับมืออย่างไร เมื่อ IMF เรียกร้องให้รัดเข็มขัด?

ผู้สื่อข่าวถาม: ประเทศรายได้น้อยที่ต้องนำเข้าน้ำมันและไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนัก IMF ‘มีคำแนะนำอย่างไร’ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข้อกังวลว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลลดการขาดดุลการคลัง อาจยิ่งซ้ำเติมประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น?

กอร์เกียวาตอบ: จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่การดำเนินนโยบายภายในประเทศ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้คนร่ำรวยหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคม และจัดลำดับการใช้จ่ายโดยมุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง

เธอเน้นว่า เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่ประชาชนยากจนได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเปรียบว่า “เงินเฟ้อไม่ต่างจากภาษีที่เก็บจากคนจน” ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพราคาและความชัดเจนของนโยบายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม IMF ไม่ได้มองว่าประเทศรายได้น้อยทุกแห่ง จำเป็นต้องปรับลดรายจ่ายอย่างรุนแรง เพราะหลายประเทศสามารถลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงได้ในช่วงที่ผ่านมา ตรงกันข้ามกับประเทศร่ำรวยที่สัดส่วนหนี้ยังคงเพิ่มขึ้น

ปัญหาสำคัญกลับอยู่ที่ต้นทุนการชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย โดยสัดส่วนภาระชำระหนี้ต่อรายได้ของประเทศรายได้น้อยเพิ่มจาก 8% เป็น 14% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กอร์เกียวายืนยันว่า IMF จะเดินหน้าสนับสนุนเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนผ่านกองทุน Poverty Reduction and Growth Trust (PRGT) ซึ่งการปฏิรูปที่ผ่านมาเปิดทางให้เพิ่มการปล่อยกู้ประเภทดังกล่าวได้มากกว่าสามเท่า พร้อมผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำถามที่ 2 สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจหนักแค่ไหน อิรักและเลบานอนจะรอดหรือไม่?

ผู้สื่อข่าวถาม: IMF ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) อย่างไร โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างเลบานอนและอิรัก?

กอร์เกียวาตอบ: IMF ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค MENA ลง 2 เปอร์เซ็นต์ โดยผลกระทบอาจรุนแรงกว่านี้ หากหลายประเทศไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและสะสมเงินสำรองเพื่อรองรับวิกฤติมาก่อน

เธอชี้ว่า ประเทศในกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) หลายแห่งมีความพร้อมรับมือวิกฤติมากกว่า เนื่องจากมีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งและดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เปราะบางอย่างอิรักและเลบานอน ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยอิรักได้ร้องขอโครงการความช่วยเหลือจาก IMF แล้ว ซึ่งกองทุนเตรียมสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและนโยบายเศรษฐกิจ

ส่วนเลบานอน IMF อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลอย่างเข้มข้น และมีความคืบหน้าสำคัญในการจัดทำโครงการช่วยเหลือ แม้ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องหารือเพิ่มเติม

สำหรับอียิปต์ IMF คาดว่าโครงการความช่วยเหลือที่ดำเนินอยู่จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี ขณะที่โครงการในจอร์แดนมีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ

ด้านอัลจาดานเสริมว่า ประเทศในตะวันออกกลางแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือประเทศที่เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติมาก่อน กับประเทศที่เข้าสู่วิกฤติครั้งนี้ในสภาพอ่อนแออยู่แล้ว

เขายังระบุว่า การลงทุนด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย มีส่วนช่วยบรรเทาความรุนแรงของวิกฤติพลังงาน ไม่เช่นนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจหนักหน่วงกว่านี้ พร้อมแสดงความหวังว่าประเทศในภูมิภาคจะสามารถลดความตึงเครียด ยุติสงคราม และกลับมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

คำถามที่ 3 IMF มองไทยอย่างไร หลังกลับมาจัดประชุมในรอบ 35 ปี?

ผู้สื่อข่าวถาม: ระหว่างการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ มีสิ่งใดที่สร้างความประทับใจหรือโดดเด่นสำหรับท่านมากที่สุด? และบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างไร?

กอร์เกียวาตอบว่า ไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าภาพ โดยบรรยากาศการประชุมที่เอื้อต่อการทำงานช่วยให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกสามารถหารือประเด็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เธอชี้ว่า ไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมเมื่อ 35 ปีก่อน แต่ประเทศไทยในวันนี้แตกต่างจากอดีตอย่างมาก ทั้งความแข็งแกร่งของภาคการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก

กอร์เกียวาระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ หากมีนโยบายที่เหมาะสมและสถาบันที่เข้มแข็ง

อีกสิ่งหนึ่งที่เธอประทับใจคือความมีน้ำใจและการต้อนรับของคนไทย ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นให้กับผู้แทนจากทั่วโลก แม้จะเดินทางมาร่วมประชุมท่ามกลางความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

เธอยังกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีไทยว่า มีฝีมือในการเล่นแซกโซโฟนอีกด้วย

ด้านอัลจาดานกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปมากในรอบ 35 ปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความเป็น “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”

พร้อมระบุว่า ไทยได้สร้างมาตรฐานการเป็นเจ้าภาพไว้สูงมาก จนอาจกลายเป็นความท้าทายสำหรับประเทศที่จะรับหน้าที่จัดการประชุมครั้งต่อไป

ก่อนปิดการแถลงข่าว กอร์เกียวายังกล่าวถึงคำเชิญของนายกรัฐมนตรีไทยที่เสนอให้ IMF กลับมาจัดประชุมในประเทศไทยอีกครั้งในอีก 35 ปีข้างหน้า โดยเธอตอบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรี เราตอบรับคำเชิญของท่านแล้ว”