วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เปิดตลาด”ชี้ชะตา FTA ไทย-EU โค้งสุดท้าย ชี้ ไทย แลกอะไร-ได้อะไร

FTA ไทย-EU เดินหน้าโค้งสุดท้าย หลังเจรจารอบ 10 มีความคืบหน้า เหลือด่านใหญ่ “เปิดตลาด” สินค้า บริการ และการลงทุน ชี้ โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ลดภาษี ต้องรับมือเกษตร UPOV 1991 การจัดซื้อจัดจ้างรัฐ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

KEY POINTS

  • การเจรจา FTA ไทย-EU เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องหาข้อสรุปคือ “การเปิดตลาด” ทั้งในด้านสินค้า บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังตลาดยุโรปได้มากขึ้น รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงตลาดการลงทุนและจัดซื้อจัดจ้างของ EU
  • ไทยต้องแลกกับการเปิดตลาดให้สินค้าและบริการจาก EU เข้ามาแข่งขัน ซึ่งเป็นความท้าทายต่อเกษตรกรและผู้ผลิตในประเทศ และยังมีประเด็นอ่อนไหวเชิงนโยบายที่ต้องพิจารณา

การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-EU เดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-6 ต.ค. 2569 โดยผลการเจรจามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในส่วนของข้อบทต่าง ๆ ขณะที่ประเด็นที่ยังต้องเดินหน้าหารือต่อคือ การเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบาย โดยทั้งสองฝ่ายยังตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569

จังหวะนี้จึงถือเป็น “โค้งสุดท้าย” ที่ความยากของการเจรจาอาจไม่ได้อยู่ที่การเขียนกติกาเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ข้อบทจำนวนมากจะสามารถตกลงในระดับหลักการได้ แต่เมื่อเข้าสู่รายละเอียดของบัญชีสินค้าและบริการ ทั้งสองฝ่ายต้องตัดสินใจว่า จะเปิดตลาดให้อีกฝ่ายมากน้อยเพียงใด และจะแลกกับผลประโยชน์อะไร

เพราะเมื่อเข้าสู่รายละเอียดของบัญชีสินค้าและบริการ ทั้งไทยและ EU ต้องตัดสินใจว่า สินค้าใดจะลดภาษีทันที สินค้าใดจะทยอยลดภาษี สินค้าใดต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวที่ยาวขึ้น รวมถึงสินค้าใดควรถูกกำหนดเป็นสินค้าอ่อนไหว

ขณะเดียวกัน การเปิดตลาดไม่ได้จำกัดเฉพาะการค้าสินค้า แต่ยังครอบคลุม บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งแต่ละเรื่องมีผลต่อโครงสร้างการแข่งขันและพื้นที่เชิงนโยบายของไทยในระยะยาว

สำหรับการค้าสินค้า โจทย์สำคัญคือ การกำหนดรายการสินค้า อัตราภาษี ระยะเวลาการลดภาษี รวมถึงเงื่อนไขสำหรับสินค้าอ่อนไหว

ในมุมของไทย การเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าส่งออกไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่ EU ต้องการเพิ่มการเข้าถึงตลาดไทยสำหรับสินค้าของยุโรปเช่นกัน

ดังนั้น “การเปิดตลาด” จึงเป็นการต่อรองแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ใช่การเปิดตลาดฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อเสนอเปิดตลาดฉบับล่าสุดรายสินค้าและรายรายการยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะครบถ้วน โดย EU ระบุว่าเอกสารข้อเสนอที่เผยแพร่เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น และข้อความสุดท้ายจะเกิดจากการเจรจาระหว่างไทยกับ EU

โจทย์ที่มีความละเอียดอ่อนที่สุด คือ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและเกษตรกรโดยตรง และมีความเชื่อมโยงกับมาตรการ SPS กฎถิ่นกำเนิดสินค้า อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และระบบอาหารที่ยั่งยืน

ดังนั้น การเปิดตลาดเกษตรจึงไม่ได้จบเพียงคำถามว่า “ลดภาษีเท่าไร” แต่ต้องดูด้วยว่า สินค้าไทยจะผ่านมาตรฐานและเงื่อนไขของ EU ได้มากน้อยเพียงใด และผู้ประกอบการจะมีต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเพิ่มขึ้นหรือไม่

ในทางกลับกัน การเปิดตลาดไทยก็หมายถึงสินค้าเกษตรและอาหารจากยุโรปจะมีโอกาสเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องกำหนดระดับการเปิดตลาดและระยะเวลาปรับตัวให้เหมาะสมกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ

 

นอกเหนือจากการเปิดตลาดแล้ว ยังมีประเด็นเชิงนโยบายที่ถูกจับตาจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ การคุ้มครองพันธุ์พืช UPOV 1991 ทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงยา

โดยก่อนการเจรจารอบ 10 ภาคประชาชน 146 องค์กรได้แสดงความกังวลต่อข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 และ TRIPS-Plus รวมถึงผลต่อสิทธิเกษตรกร การเข้าถึงยา สุขภาพ และพื้นที่เชิงนโยบายของไทย

ขณะที่ประเด็น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะเป็นการกำหนดขอบเขตว่า บริษัทจากอีกฝ่ายจะสามารถเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้เงื่อนไข วงเงิน หน่วยงาน และข้อยกเว้นที่ตกลงกัน

หากมีการเปิดตลาดตามข้อตกลง บริษัทจาก EU จะมีโอกาสเข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยในขอบเขตที่กำหนด ขณะเดียวกัน บริษัทไทยก็จะได้โอกาสเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของ EU

ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียง “เปิดหรือไม่เปิด” แต่เป็น เปิดให้ใคร เปิดงานประเภทใด มูลค่าเท่าไร และมีข้อยกเว้นอะไร

ส่วนการเปิดตลาดบริการและการลงทุนเป็นอีกพื้นที่ที่มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาด การจัดตั้งธุรกิจ การถือหุ้น และข้อจำกัดในแต่ละสาขา

สำหรับไทย การเปิดตลาด EU สามารถเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปทำธุรกิจและให้บริการในยุโรป ขณะเดียวกัน การเปิดตลาดไทยก็จะเพิ่มการแข่งขันจากผู้ประกอบการ EU

โจทย์จึงอยู่ที่การกำหนดระดับการเปิดตลาดให้สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจไทย พร้อมใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ Trade and Sustainable Development (TSD) ซึ่ง EU ให้ความสำคัญ โดยกรอบ FTA ครอบคลุมเรื่องสิทธิแรงงาน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนที่สามารถบังคับใช้ได้

ประเด็นทั้งหมดนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของโค้งสุดท้ายของการเจรจา คำถามสำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า “FTA จะจบหรือไม่” แต่คือ “จบด้วยเงื่อนไขแบบไหน”

ท้ายที่สุด ไทยจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่าง การเปิดตลาดเพื่อสร้างโอกาสใหม่ กับ การรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้  FTA ไทย-EU เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก