ผู้นำสหรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีสำคัญต่อรัสเซีย เพียงไม่กี่วันก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้จริง
KEY POINTS
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีต่อรัสเซีย โดยอ้างเหตุผลเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันและพลังงานในประเทศพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
- การดำเนินการของทรัมป์เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและบางส่วนในพรรครีพับลิกันว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้รัสเซียและทรยศต่อยูเครน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร และกำแพงภาษีสำคัญต่อรัสเซีย เพียงไม่กี่วันก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้จริง โดยครอบคลุมทั้งการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าและบทลงโทษต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย โดยผู้นำสหรัฐอ้างว่าเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้แก่ทำเนียบเครมลิน และเป็นการผ่อนคลายแรงกดดันต่อมอสโกในช่วงสงครามยูเครน
คำสั่งฝ่ายบริหารที่เปิดเผยโดยทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ส่งหนังสือรับรองไปยังสภาคองเกรสเพื่อแจ้งให้ทราบว่าการออกคำสั่งยกเว้นมาตรการลงโทษในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ โดยคำสั่งยกเว้นดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าทรัมป์ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะพิจารณาเห็นสมควรว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมในอนาคต
ร่างกฎหมายดังกล่าวเดิมทีมีชื่อว่า รัฐบัญญัติการคว่ำบาตรรัสเซียและอิหร่าน ลินด์ซีย์ โอ. เกรแฮม ปี 2026 ซึ่งทรัมป์ เพิ่งลงนามบังคับใช้ไปเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันโดยผู้ล่วงลับอย่าง สว. ลินด์ซีย์ เกรแฮม สมาชิกรีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา เพื่อยกระดับแรงกดดันต่อรัสเซียจากการรุกรานยูเครนตั้งแต่ปี 2022 โดยกำหนดให้ขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 100% ภายใน 30 วัน ต่อสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐ จาก 5 ประเทศผู้ใช้น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียรายใหญ่ที่สุด รวมถึงประเทศที่เจตนาซื้อพลังงานจากรัสเซียหรือช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า การตัดสินใจกลับทิศของทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเปราะบางเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งพรรครีพับลิกันกำลังต่อสู้เพื่อรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภา หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อาจยิ่งซ้ำเติมให้ราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ทั้งนี้ ท่าทีของทรัมป์ สอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย และการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนอย่างเปิดเผย โดยทรัมป์ ถึงขั้นเคยชี้ว่ายูเครนจำเป็นต้องมีผู้นำคนใหม่
การผ่านกฎหมายคว่ำบาตรในตอนแรกได้รับการคัดค้านอย่างหนักจากชาติต่างๆ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากรัสเซีย โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า คัดค้านการใช้อำนาจตามกฎหมายนอกอาณาเขต ที่ไร้ฐานรองรับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลนิวเดลีเตือนกรุงวอชิงตันว่ากำแพงภาษีใหม่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี
การใช้อำนาจยกเว้นดังกล่าวจุดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดย ดอน เบเยอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ได้ออกมาประณามทรัมป์ว่า กำลังยอมจำนนต่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย โดยระบุในแถลงการณ์ว่า "การยอมจำนนครั้งล่าสุดของทรัมป์ ต่อปูติน ถือเป็นการทรยศต่อพันธมิตรยูเครน และเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐสภาในการออกกฎหมายลงโทษรัสเซียสำหรับการทำสงครามรุกรานที่ผิดกฎหมาย"
นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากวุฒิสมาชิกสหรัฐอีกหลายราย รวมถึงสมาชิกจากพรรครีพับลิกันเอง กรณีบรรลุข้อตกลงการซื้อขายน้ำมันดีเซลกับรัสเซียก่อนหน้านี้ ซึ่งทรัมป์ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซีย แลกกับการให้รัสเซียป้อนดีเซลเข้าสู่ตลาดโลกเพื่อกดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกลุ่มสมาชิกรัฐสภาที่คัดค้านมองว่า ข้อตกลงดังกล่าวเท่ากับเป็นการช่วยจัดหาเงินทุนไปสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียโดยตรง




