ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คำว่า “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังมีกรณีผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport
เปิดเผยว่าได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องจากศาล และตั้งคำถามว่ากระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็น การฟ้องปิดปากหรือไม่
ข้อเท็จจริงว่าใครกล่าวอะไรถูกต้องเพียงใด ใครได้รับความเสียหาย หรือการดำเนินคดีมีมูลเพียงใด ย่อมต้องพิสูจน์กันตามกระบวนการยุติธรรม และไม่ควรด่วนสรุปว่าคดีใดเป็น SLAPP เพียงเพราะฝ่ายหนึ่งเรียกเช่นนั้น
แต่กรณีนี้ชวนให้ตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าคู่กรณีว่า เมื่อใด “สิทธิในการฟ้อง” เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง กำลังเปลี่ยนเป็น “อำนาจในการทำให้คนอื่นเงียบ”?
SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation โดยทั่วไปใช้อธิบายการใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะที่มุ่งหรือส่งผลกดดัน ยับยั้ง หรือสร้างภาระแก่การมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ
ความน่าสนใจของ SLAPP คือ “ชัยชนะ” อาจไม่ได้อยู่ที่คำพิพากษาเสมอไป
ทันทีที่คนหนึ่งถูกฟ้อง เขาอาจต้องหาทนาย เสียค่าใช้จ่าย เดินทางไปศาล เสียเวลาทำงาน และอยู่กับความไม่แน่นอนเป็นเดือนหรือเป็นปี
แม้ท้ายที่สุดคดีจะจบลงโดยผู้ถูกฟ้องไม่ต้องรับผิด ต้นทุนจำนวนหนึ่งก็เกิดขึ้นไปแล้ว และยังมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่มองไม่เห็น คือคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์แล้วคิดว่า “เรื่องนี้ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวถูกฟ้อง”
นี่คือ Chilling Effect ซึ่งอาจทำให้คนเลือกไม่พูด ไม่ตั้งคำถาม หรือไม่ตรวจสอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งห้ามพูดหรือการเซ็นเซอร์ใด ๆ
บางครั้งจึงไม่จำเป็นต้องชนะคดีเพื่อทำให้เสียงหนึ่งเงียบลง เพียงทำให้การพูดมีราคาแพงพอ ก็อาจเพียงพอแล้ว
ไม่ใช่แค่ “ทุนใหญ่ฟ้องคนตัวเล็ก”
ประเทศไทยมีข้อถกเถียงเรื่องการฟ้องปิดปากมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ชุมชน นักสิทธิมนุษยชน สื่อ นักวิชาการ และผู้แสดงความคิดเห็นในเรื่องสาธารณะ
แต่ภาพของ SLAPP ไม่ได้มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ฟ้องประชาชน
ในอดีต กรรมการด้านกิจการโทรคมนาคมและสำนักงาน กสทช. เคยดำเนินคดีหมิ่นประมาทกักับนักวิชาการและสื่อจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบริหารคลื่นความถี่ 1800 MHz ขณะที่หลายปีต่อมา กรรมการ กสทช. กลับเป็นฝ่ายถูกเอกชนดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ จนมีภาคประชาชนตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อความเป็นอิสระของผู้กำกับดูแลหรือ regulator หรือไม่
การยกสองกรณีนี้ขึ้นมาไม่ได้หมายความว่าคดีใดต้องถูกจัดว่าเป็น SLAPP แต่ช่วยให้เห็นประเด็นสำคัญว่า เส้นแบ่งของ SLAPP อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครเป็นคนฟ้อง” แต่อยู่ที่ว่า “กระบวนการฟ้องกำลังทำหน้าที่อะไร”
โจทย์ยิ่งซับซ้อนเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน หรือเรื่องที่ถูกตรวจสอบกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง
การตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้านย่อมมีมิติทางการเมืองอยู่ด้วย แต่การมีแรงจูงใจทางการเมืองทำให้เรื่องที่ตรวจสอบหมดความเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” ไปด้วยหรือไม่?
หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับงบประมาณ โครงการของรัฐ การใช้อำนาจ หรือผลประโยชน์ของประชาชน การตั้งคำถามย่อมมีมิติของ การตรวจสอบจากสาธารณะ การถูกจับตามองจากสังคม หรือเรียกว่า public scrutiny อยู่ด้วย ไม่ว่าผู้ตั้งคำถามจะมาจากฝ่ายใด
ในทางกลับกัน การอ้างประโยชน์สาธารณะก็ไม่ควรเป็นใบอนุญาตให้ใครกล่าวหาใครโดยไม่ต้องรับผิดชอบ โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “เสรีภาพในการพูด” กับ “สิทธิในการฟ้อง” แต่คือการทำให้สามสิทธิสามารถอยู่ร่วมกันได้
- Right to Speak — สิทธิในการแสดงความคิดเห็น
- Right to Scrutinize — สิทธิในการตรวจสอบเรื่องสาธารณะ
- Right to Sue — สิทธิในการใช้กระบวนการยุติธรรมเมื่อเห็นว่าสิทธิของตนถูกละเมิด
ไทยมีกลไกแล้ว แต่เร็วพอหรือไม่?
ประเทศไทยไม่ได้ปราศจากเครื่องมือรับมือกับปัญหานี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เปิดทางให้ศาลยกฟ้องคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากปรากฏว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ
ขณะที่ มาตรา 165/2 เพิ่มโอกาสให้จำเลยสามารถนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานสำคัญในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล
และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ยังมี คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ซึ่งวางแนวทางให้พิจารณาพฤติการณ์ เช่น การฟ้องเพื่อก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างภาระเกินสมควร การแยกฟ้องหลายคดีจากเหตุเดียวกัน รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แต่กลไกที่มีอยู่ก็ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะมาตรา 161/1 ที่ใช้กับคดีอาญาซึ่งราษฎรยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรง ไม่ได้ครอบคลุมคดีแพ่งทั้งหมดหรือทุกเส้นทางที่คดีอาญาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรามีกลไกหรือไม่?” หากคือ “กลไกนั้นสามารถหยุดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้เร็วเพียงใด?”
เพราะหากคนหนึ่งต้องต่อสู้คดีหลายปีกว่าจะได้รับการยืนยันว่าไม่ต้องรับผิด การคุ้มครองในปลายทางอาจไม่สามารถคืนสิ่งที่สูญเสียไประหว่างทางได้ทั้งหมด
เวลาพูดถึงต้นทุนของคดี เรามักคิดถึงค่าทนาย ค่าเดินทาง หรือเวลาของคู่ความ แต่สำหรับคดีที่เกิดจากการตรวจสอบเรื่องสาธารณะ อาจมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ควรถูกนำมาคิดด้วย ผมขอเรียกว่า “Cost of Scrutiny” หรือ “ต้นทุนของการตรวจสอบ”
หากนักข่าวถูกฟ้องจากการรายงานเรื่องสาธารณะ ผลอาจไม่ได้เกิดกับนักข่าวคนนั้นเพียงคนเดียว
หากนักวิชาการถูกฟ้องจากการตั้งคำถามต่อโครงการรัฐ นักวิชาการคนอื่นอาจเลือกไม่เข้าไปยุ่ง
และหาก regulator ถูกดำเนินคดีจากการตัดสินใจที่กระทบผลประโยชน์ทางธุรกิจ ผู้ที่ต้องตัดสินใจในครั้งต่อไปก็อาจเลือก “ทางที่ปลอดภัยที่สุด” แทน “ทางที่ควรทำที่สุด”
ตรงนี้อาจเป็นต้นทุนที่ร้ายแรงกว่าค่าทนายเสียอีก เพราะคดีความอาจมีโจทก์และจำเลยเพียงสองฝ่าย
แต่หากผลของคดีทำให้คนอื่นไม่กล้าตรวจสอบเรื่องสาธารณะ ต้นทุนของคดีนั้นก็ไม่ได้เป็นต้นทุนส่วนบุคคลอีกต่อไป หากกลายเป็นต้นทุนของสังคม
Anti-SLAPP ไม่ได้หมายถึง “ห้ามฟ้อง”
การแก้ปัญหา SLAPP จึงไม่ควรไปไกลถึงการทำให้ผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์สูญเสียสิทธิในการเข้าถึงศาล
แนวทางในต่างประเทศบางแห่งจึงมุ่งสร้างกลไกที่จัดการกับคดีที่มีปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรก ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป กำหนดมาตรการสำหรับคดีบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมสาธารณะ ทั้งการเปิดทางให้ยกข้อเรียกร้องที่ไม่มีมูลอย่างชัดแจ้งได้ตั้งแต่ต้น (early dismissal) และมาตรการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในกรณีที่กระบวนการถูกใช้โดยมิชอบ
หลักคิดสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำอย่างไรไม่ให้คนฟ้อง" แต่คือ “ทำอย่างไรไม่ให้กระบวนการพิจารณาคดีเองกลายเป็นบทลงโทษ ก่อนที่จะมีคำพิพากษา”
สำหรับประเทศไทย โจทย์ต่อไปจึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มสิทธิให้ผู้พูด แต่คือ ทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมมองเห็นได้เร็วขึ้นว่า คดีใดเป็นการใช้สิทธิฟ้องเพื่อปกป้องตนเองโดยสุจริต และคดีใดกำลังทำให้ “ต้นทุนของการตรวจสอบ” สูงเกินความจำเป็น
เพราะหากต้องรอหลายปีกว่าจะรู้ว่าคดีหนึ่งควรไปต่อหรือไม่ ต่อให้ผู้ถูกฟ้องชนะในวันสุดท้าย ผลของการทำให้คนอื่นไม่กล้าพูดอาจเกิดขึ้นไปตั้งแต่วันแรกแล้ว
เมื่อชนะคดี อาจยังไม่ชนะ
การเข้าถึงศาลเป็นสิทธิ และผู้ที่เห็นว่าตนได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องตนเอง
แต่สังคมที่ต้องการความโปร่งใสก็ต้องมีพื้นที่ให้ประชาชน สื่อ นักวิชาการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้กำกับดูแล สามารถตั้งคำถามต่อเรื่องสาธารณะได้ โดยไม่ต้องถามตัวเองก่อนว่า “ถ้าพูดแล้ว เรามีเงินพอจะสู้คดีหรือไม่?”
เส้นแบ่งของ SLAPP จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าใครฟ้องใคร หรือท้ายที่สุดใครชนะคดี แต่อยู่ที่คำถามว่า เมื่อใด “สิทธิในการฟ้อง” เริ่มทำหน้าที่เป็น “อำนาจในการทำให้คนอื่นเงียบ”
เพราะหากการใช้สิทธิของคนหนึ่ง ทำให้คนอีกจำนวนมากเลือกที่จะไม่พูด ไม่ถาม และไม่ตรวจสอบ ต่อให้ไม่มีใครถูกสั่งให้เงียบ สังคมก็อาจเงียบลงไปแล้ว
หมายเหตุ: บทความนี้มุ่งอภิปรายหลักการเกี่ยวกับ SLAPP เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการออกแบบกระบวนการยุติธรรม มิได้มีเจตนาวินิจฉัยว่าคดีหรือคู่กรณีใดที่กล่าวถึงในบทความเป็นการฟ้องปิดปาก หรือมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย





