วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'Bangkok Dialogue Notes' เปิด 5 ข้อคิดสำคัญ จากประเทศไทยสู่โลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetingsเผยแพร่ 'Bangkok Dialogue Notes' ข้อคิดจากประเทศไทยสู่โลก ชูบทบาท “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ”

KEY POINTS

  • "Bangkok Dialogue Notes" คือการรวบรวม 5 ข้อคิดสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอต่อโลกในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
  • ข้อคิดสำคัญมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Resilience) การเชื่อมโยงกับโลกที่ต้องสร้างประโยชน์ให้คนในท้องถิ่น และการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านการปฏิบัติจริง
  • เสนอบทบาทของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle powers) รวมถึงประเทศไทย ในการเป็น "ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ" (Trusted Connector) เพื่อสร้างความร่วมมือและลดความขัดแย้ง
  • แนวคิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักในการพัฒนา ได้แก่ ดิจิทัลที่คนเข้าถึงได้, การค้าที่สร้างความสามารถในประเทศ, เศรษฐกิจสีเขียวที่ทั่วถึง และการสร้างความมั่นคงในสังคมสูงวัย

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ประสบความสำเร็จด้วยยอดผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่ม ธนาคารโลก กว่า 19,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดประชุม Annual Meetings โดยประเทศไทยได้ รับคำชื่นชมด้านการเป็นเจ้าภาพและการจัดการประชุมระดับโลก ทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลก

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “Bangkok Dialogue Notes” ซึ่งรวบรวมข้อคิดจากการหารือและมุมมองที่ประเทศไทยร่วมเสนอต่อโลกในฐานะเจ้าภาพ โดยชวนคิดถึงบทบาทของไทยในการเป็น “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Connector และคำถาม สำคัญว่า เราจะเข้มแข็งจากภายใน พร้อมกับร่วมมือกับโลก เพื่อรับมือปัญหาและสร้างโอกาสให้คนของเราได้ อย่างไร

Bangkok Dialogue Notes ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศหรือข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวบรวมข้อคิดจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เสนอแนวคิดจากหลากหลายวงการ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริง

ดร.เอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยี ที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากรที่ต่างจากเดิม แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียง การแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศยังมีช่องว่างทางโอกาสระหว่างคนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ปรับตัว ไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือ ที่จะคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง

'Bangkok Dialogue Notes' เปิด 5 ข้อคิดสำคัญ จากประเทศไทยสู่โลก

“ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่ไว้ใจกัน และช่วยให้ผู้คน มีทางเลือกมากขึ้น โจทย์จึงไม่ใช่แค่ว่าจะเปิดประเทศมากขึ้นหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่คือเราจะเชื่อมต่อกับ โลกอย่างไร ให้ประเทศและประชาชนเข้มแข็งขึ้นจริง”ดร.เอกนิติ กล่าว

ในบริบทนี้ Resilience หรือความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ จึงมีความหมายกว้างกว่าการมีเงินสำรอง โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง หรือห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง แต่ต้องรวมถึงการช่วยให้คนและธุรกิจรับมือกับแรง กระแทกทางเศรษฐกิจในวันนี้ ให้สามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และมีทักษะกับความสามารถที่จะเติบโต ในวันข้างหน้า

5 ข้อคิดสำคัญจาก“กรุงเทพฯ”

Bangkok Dialogue Notes รวบรวมข้อคิดที่สอดคล้องกันจากหลายเวทีไว้5 ประการ ได้แก่

1.ความพร้อมรับมือและฟื้นตัว (Resilience) ต้องสร้างขึ้นโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง การช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจให้รับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ความพร้อมรับมือยังต้องช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนผ่าน ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เส้นทางสู่การทำงาน และการคุ้มครองทางสังคม

พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคต ที่สำคัญ การสร้างความพร้อมรับมือและฟื้นตัวไม่ควรทำเพื่อประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างร่วมกับพวกเขาด้วย เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองได้

2.ความแตกแยก (Fragmentation) เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจะไม่สามารถคงความยั่งยืนทางการเมืองได้เลย หากความเชื่อมโยงในระดับโลกไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในระดับท้องถิ่นที่เห็นผลเป็นรูปธรรมและได้รับการแบ่งปันอย่างกว้างขวาง

การเปิดกว้างและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศจะต้องสร้างการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจข้ามพรมแดนจึงต้องเริ่มต้นจากการเสริมสร้างความไว้วางใจภายในบ้านของตนเองก่อน

3.คุณภาพของความเชื่อมโยงวัดกันที่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในระดับท้องถิ่น ความสำเร็จของการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ควรตัดสินจากปริมาณกระแสการเงินหรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันควรถูกวัดจากสิ่งที่สิ่งเหล่านี้ทิ้งไว้เบื้องหลังด้วย ได้แก่ ทักษะของแรงงาน ธุรกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น องค์ความรู้ กำลังการผลิต และชุมชนที่มีความพร้อมรับมือและฟื้นตัวได้ดีกว่าเดิม

4.ความร่วมมือในเชิงปฏิบัติสามารถช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคี (Multilateralism) ได้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและความร่วมมือเฉพาะด้านสามารถมอบโอกาสในเชิงปฏิบัติให้ประเทศต่าง ๆ ได้มาร่วมกันจัดการกับความท้าทายที่มีร่วมกัน ค้นหาแนวทางแก้ไขที่ได้ผล และค่อย ๆ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จจะสามารถใช้เป็นรากฐานสำหรับกฎระเบียบและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศในวงกว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพหุภาคีจากระดับฐานราก

5.ประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle powers) สามารถทำหน้าที่เป็น "ผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ" (Trusted Connectors) โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีเป็นพันธมิตร ประเทศมหาอำนาจระดับกลางสามารถเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ และสร้างแนวร่วมเพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันได้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) สามารถช่วยขับเคลื่อนความพยายามเหล่านี้ได้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) เช่น ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) สามารถช่วยสนับสนุนมาตรฐานร่วมกัน โครงการที่มีความเป็นไปได้ ข้อตกลงในการแบ่งปันความเสี่ยง และแนวทางแก้ไขที่สามารถขยายผลนำไปใช้ในหลายประเทศได้

ดร.เอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อคิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักของกิจกรรมที่ประเทศไทยจัดขึ้นในฐานะ เจ้าภาพ โดยมีคำถามร่วมกันว่า เราจะใช้ความร่วมมือกับโลก ช่วยให้คนและธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ รับมือกับ ความเปลี่ยนแปลงและเข้าถึงโอกาสใหม่ได้อย่างไร

เสาที่ 1: ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้ และไว้ใจได้

การสร้างอนาคตดิจิทัลต้องทำมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น แต่ต้องช่วย ให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตและการทำงานได้จริง โดย Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้ ในชีวิตประจำวันและมีราคาที่เข้าถึงได้ สามารถช่วยให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้น

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะยังช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาด และแหล่งเงินทุน ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินภายใต้แนวคิด Connect the Dots โดยทีมประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบหลักในการร่วมป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งได้ต่อยอดไปยัง Bangkok Blueprint จะทำให้ ประชาชนใช้ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจคุณค่าของ AI จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ช่วยให้คนเก่ง ขึ้นได้มากและทั่วถึงเพียงใด

เสาที่ 2: การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ

การรับมือกับโลกที่แบ่งขั้วควรเริ่มจากการกระจายความเสี่ยง ทั้งแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และ ประเทศคู่ค้า เพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้นเมื่อเกิดปัญหา ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศควรช่วยสร้างงานที่มี คุณภาพ พัฒนา SMEs เพิ่มทักษะ และสร้างนวัตกรรมในประเทศ

การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งในระบบภูมิภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยอาเซียนสามารถนำแนวคิดนี้ ไปทำให้เห็นผล ผ่านการเปิดโอกาสให้ภาคบริการเชื่อมถึงกันมากขึ้น ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่าย ไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid เพราะโลกยิ่งไม่แน่นอน เรายิ่งต้องมีทางเลือก และเปลี่ยนเงินลงทุนให้ เป็นความสามารถของคนในประเทศ

เสาที่ 3: เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง และเงินทุนที่ไปถึงคนที่ต้องปรับตัว

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ที่แข็งแรงขึ้น และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน ขณะที่กลไก การเงินระดับภูมิภาคสามารถช่วยเสริมความพยายามระดับโลก ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวต่อสภาพ ภูมิอากาศจะเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจของคนในพื้นที่ เห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมจาก ประชาชนและธุรกิจ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงมีการจัดสรรเงินทุนและ ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

เสาที่ 4: อายุยืนขึ้น ต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย

ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นควรเป็นโอกาส การจัดการด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครอง ทางสังคม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้เราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้อย่างมั่นคง เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่อายุยืนขึ้น แต่ต้องมีโอกาสและความมั่นคงตลอด ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย สิ่งที่ไทยร่วมเสนอต่อโลก และสิ่งที่ต้องทำต่อ

จากความท้าทายและโจทย์สำคัญที่โลกกำลังเผชิญ ประเทศไทยจึงได้ออกแบบกิจกรรมในฐานะเจ้าภาพให้ เชื่อมโยงและเสริมกัน ทั้งเวที Host Country Dialogues การพบปะของผู้นำ การนำเสนอ Thai Pavilion เอกสาร Bangkok Blueprint และกิจกรรมเยาวชน เพื่อขยายการแลกเปลี่ยนให้ไปไกลกว่าห้องประชุม เชื่อมการหารือระดับ โลกเข้ากับประสบการณ์จริง

Royal Pavilion เป็นพื้นที่หนึ่งที่ถ่ายทอดแนวคิดจากประสบการณ์การพัฒนาของไทย โดยเชิญชวน ผู้เข้าร่วมประชุมเรียนรู้หลักการพัฒนาตามหลักการทรงงานและหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และความเชื่อมโยงกับโจทย์ที่โลกให้ ความสำคัญในวันนี้ ทั้งการสร้างความเข้มแข็ง การพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และความยั่งยืน บทเรียน สำคัญคือ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากเข้าใจพื้นที่ เข้าถึงผู้คน และร่วมกันพัฒนาวิธีแก้ปัญหา โดยคนในพื้นที่ มีส่วนร่วม พร้อมมีความรู้ เครื่องมือ และโอกาสที่จะสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง

ดร.เอกนิติ กล่าวสรุปว่า “บทบาทของไทยในการประชุม IMF-WBG Annual Meeting 2026 ในครั้ง นี้ นอกจากเป็นเจ้าภาพที่ดีแล้ว เรายังได้ชวนในโลกคิด แบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ของแต่ละประเทศ และร่วมกันนำเสนอแนวทางในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ การเชื่อมโยงความร่วมมือกับจากภูมิภาคสู่โลก จากโลกสู่ประเทศ และจากประเทศสู่ความเข้มแข็งของชุมชน และประชาชน