background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิด 10 ศัพท์แสงโลกการทำงาน แต่ละคำสื่อถึงเทรนด์หรือวิถีการทำงานแบบใด?

เปิด 10 ศัพท์แสงโลกการทำงาน แต่ละคำสื่อถึงเทรนด์หรือวิถีการทำงานแบบใด?

มนุษย์งานในทุกๆ ธุรกิจ ทุกๆ อุตสาหกรรมต่างยอมรับว่า โลกการทำงานในวันนี้แตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาดิสรัปต์ การระบาดใหญ่ของโควิดก่อนหน้านี้ หรือการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยมากระทบให้ “ชีวิตการทำงาน” ของทุกคนเปลี่ยนไป 

ทั้งนี้ วิถีหรือความเชื่อในการทำงานที่คนใดคนหนึ่งยึดถือ อาจไม่สามารถนำไปตัดสินรูปแบบการทำงานของอีกคนได้ เพราะแต่ละคนมีอาชีพ บทบาทหน้าที่ และระดับตำแหน่งงานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตของแต่ละคนว่าอยู่จุดไหนของหน้าที่การงาน ดังนั้น หลักแนวคิดหรือความเชื่อในการทำงานแบบต่างๆ ควรเป็นสิ่งที่สามารถปรับให้เหมาะกับชีวิตในแต่ละช่วงเวลาได้

กรุงเทพธุรกิจ ชวนเช็กลิสต์ 10 คำศัพท์ในโลกการทำงานที่สะท้อนถึงแนวคิดในการทำงานรูปแบบต่างๆ ที่หลายคนคงเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้าง แต่อาจจะยังไม่รู้ความหมายจริงๆ ของคำเหล่านั้น วันนี้มาลองทบทวนกันอีกครั้ง ดังนี้

1. Work-life Balance

เป็นแนวคิดการทำงานที่จัดสรรความสัมพันธ์ระหว่าง ภาระผูกพันส่วนบุคคล (personal life) กับหน้าที่การงาน (work) โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างเวลาชีวิตส่วนตัวและเวลาทำงาน เพื่อลดความขัดแย้งของบุคคลต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน

กลุ่มคนที่เชื่อใน Work Life Balance มองว่าความสมดุลของชีวิตและการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น ควรแยกเวลางานออกจากเวลาส่วนตัว แต่ทั้งนี้การแบ่งเวลาดังกล่าวก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามจังหวะชีวิต ขึ้นอยู่กับความพอใจในการจัดสรรเวลางานกับเวลาส่วนตัว การกำหนดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของแต่ละคนมีเส้นแบ่งไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้เวลาแต่ละด้านเท่ากัน แต่มันคือความสามารถในการจัดสรรเวลาให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองทาง 

ขณะเดียวกัน แนวคิดนี้ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันในสังคมการทำงานอยู่เสมอ มีรายงานด้วยว่าบุคคลระดับผู้นำหรือซีอีโอชื่อดังระดับโลกหลายคนไม่เชื่อในแนวคิดนี้สักเท่าไรนัก 
(อ่านเพิ่ม: คุยกับ ‘ท๊อป บิทคับ’ ในวันที่(ยัง)ไม่เชื่อเรื่องเวิร์คไลฟ์บาลานซ์“ทํางานให้หนัก เหมือนตกนรก” ส่อง 10 บทเรียน ความเป็นผู้นำของ ‘อีลอน มัสก์’)

2. Work-life Harmony

กลุ่มคนที่เชื่อในแนวคิดนี้มองว่าการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว ควรผสานกันเป็นหนึ่งเดียวในลักษณะวงกลม กล่าวคือ ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินไปอย่างสอดประสานกัน มีผลต่อกันและกัน โดยไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ 

เมื่อคนคนหนึ่งสามารถมีความสุขในการทำงานทุกวัน เขาก็จะกลับบ้านอย่างมีความสุข ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ และยิ่งเขามีความสุขมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยมขึ้นมากเท่านั้น พูดได้ว่า Work-life Harmony คือการใช้ชีวิตและทำงานที่ประสานกันเป็นวงกลม ไม่ใช่ความหมายของการสร้างสมดุลระหว่างกัน
(อ่านเพิ่ม: เจฟฟ์ เบซอส ชอบแนวคิด Work Life Hamony

3. Work-life Integration

แนวคิดนี้มองว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่สามารถตัดขาดกันได้ (คล้ายๆ กับ Work Life Hamony) ทุกอย่างในชีวิตประจำวันนั้นหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะจัดการให้ทุกสิ่งที่ทำมีประสิทธิภาพและดีต่อใจได้มากที่สุดอย่างไร โดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเชื่อมโยงโลกส่วนตัวและโลกการทำงานเข้าด้วยกันแบบ New Normal ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา 

พูดง่ายๆ ว่าเป็นแนวคิดแบบเน้นทางสายกลางที่เน้นการจัดสรรเวลาทุกชั่วขณะของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเวลาพักผ่อนหรือเวลาทำงานก็สามารถปรับมันให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลได้ โดย Work-life Integration จะไม่ได้โฟกัสว่า เวลาไหนคือเวลาทำงาน เวลาไหนคือเวลาส่วนตัว แต่จะสนใจว่า “เวลาไหนคือเวลาที่ดีที่สุดในการทำสิ่งนี้” โดยไม่เคร่งครัดกับชั่วโมงทำงานเกินไป แตกต่างจาก Work-life Balance ซึ่งจะเน้นโฟกัสเรื่องความสมดุลของชีวิตและการทำงาน เราจึงต้องแยกเวลาทั้งสองอย่างนี้ออกจากกันให้ได้ แล้วจัดให้สมดุลกันมากที่สุด

4. Workaholic

เป็นแนวคิด และ/หรือ พฤติกรรมของการ “เสพติดการทำงาน” ซึ่งมักเชื่อว่าการทำงานหนักเข้าไว้จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้เร็วกว่า ผู้ที่เชื่อในแนวคิดนี้มักจะมีพฤติกรรมการทำงานต่อเนื่องโดยไม่สามารถหยุดพักได้ มักคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลาแม้ไม่ใช่เวลางาน 

บางครั้งพบว่ามักจะทำงานมากเกินไป ทำงานล่วงเวลาเสมอและพยายามทำงานให้เสร็จสิ้น โดยไม่คำนึงถึงเวลาหยุดพักผ่อน หรือมีความต้องการทำงานอย่างต่อเนื่องเกินความจำเป็น ทั้งนี้ Workaholic มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน เอาจริงเอาจัง มีความสุขจากการทำงาน หากไม่ได้ทำงานจะรู้สึกเครียด และหากมีเวลาว่างก็มักจะอยากทำงานเพิ่ม แม้ประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ของงานจะเท่าเดิมหรืออาจแย่ลงก็ตาม

5. Anti-Work Movement

แนวคิดต่อต้านการทำงาน โดยเป็นคำเรียกกลุ่มคนที่ต้องการใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องทำงาน(หนัก) หรือมองว่าเราไม่ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลาก็ได้ ต้องการโลกที่ดีขึ้นโดยไม่ให้งานมานิยามชีวิตคนเรา รวมถึงคนที่ต้องการจะออกจากงานด้วย 

ทั้งนี้ ความหมายของ anti-work ก็มีแยกย่อยออกไปหลากหลายระดับ อาจหมายถึงการต่อต้านงานในรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นอยู่ หรืออาจหมายถึงการขจัดงานทุกรูปแบบออกไปเลย หรืออาจหมายถึงงานไม่ควรตั้งอยู่บนฐานของทุนนิยม แต่ควรเป็นงานให้ประโยชน์ในการเติมเต็มตัวตนของผู้คนหรือสังคมก็ได้ เป็นต้น

6. Quiet Quitting 

แนวคิดนี้สื่อถึงการทำงานไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ทุ่มเททำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งจุดประสงค์หลักของ Quiet Quitting ก็คือ การเยียวยาตนเองไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะหมดไฟในการทำงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การที่พนักงานไม่ทำงานที่เกินกว่าสิ่งที่พวกเขาถูกจ้างมาให้ทำ และไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มในส่วนนั้น 

นอกจากนี้ ยังมีการทำงานรูปแบบ “Resenteeism” ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องมาจาก Quiet Quitting แต่เป็นภาวะที่ร้ายแรงกว่า ใช้อธิบายภาวะที่ไม่พึงพอใจต่องานที่ทำอยู่ แต่ไม่สามารถหางานที่ดีกว่าได้ หรือเกิดจากความกลัวว่าจะไม่มั่นคงในงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จนแสดงความไม่พึงพอใจออกมาอย่างชัดเจน โดยไม่ปกปิดอารมณ์เหล่านี้อีกต่อไป
(อ่านเพิ่ม: Quiet Quitting เทรนด์ทำงานที่มาแรงทั่วโลกไม่แฮปปี้ แต่ไม่ลาออก "ทำงานส่ง ๆ" เทรนด์ใหม่วัยทำงาน)

7. Act Your Wage 

การทำงานให้ตามค่าจ้างที่ได้รับ ไม่ทำงานอะไรเกินตัว หรือไม่ทำงานที่เกินขอบเขตหน้าที่ของตนเอง คล้ายๆ กับ Quiet Quitting หรือในประเทศจีนก็มีเทรนด์นี้เกิดขึ้นเช่นกันแต่ใช้คำว่า “bai lan” (ปล่อยให้ชีวิตเน่าไป)

แนวคิดนี้สื่อถึง การยอมแพ้หรือเลิกดิ้นรนให้ตัวเองประสบความสำเร็จในที่ทำงาน ทำงานเท่าที่ได้รับมอบหมายก็พอ โดยไม่ได้ต้องการเป็นจุดสนใจ ไม่อยากก้าวหน้าใดๆ ในบริษัท และมองว่าสมดุลในการใช้ชีวิตมีความสำคัญมากกว่า อีกทั้งยังสื่อถึงระบบดูแลพนักงานในบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
(อ่านเพิ่ม: “Anti Work - Quiet Quitting” เทรนด์การทำงาน ปี 2565)

8. Climate Quitting

เทรนด์ “Climate Quitting” ลาออกจากงาน เพราะทัศนคติและค่านิยมด้านการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศของพนักงานและบริษัทไม่ตรงกัน โดยเฉพาะบริษัทในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น บริษัทน้ำมัน หรือ แก๊สธรรมชาติ 

แนวคิดนี้มาจากคนรุ่นใหม่อายุน้อยที่พวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก จึงมองว่าหากบริษัทที่ตนทำงานอยู่ไม่ให้ความสำคัญเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” และ “ความยั่งยืน” ก็ยอมลาออกจากบริษัทดีกว่า ขณะที่บริษัทน้ำมันและก๊าซก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะหาพนักงานศักยภาพสูงมาร่วมงานด้วยได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทสูญเสียความน่าเชื่อถือและความศรัทธาจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น
(อ่านเพิ่ม: ‘Climate Quitting’ คนรุ่นใหม่ลาออกจากงาน เพราะองค์กรไม่สนใจแก้ ‘ภาวะโลกร้อน’)

9. Bare Minimum Mondays

แนวคิดนี้สื่อถึงการทำงานไปตามหน้าที่ ไม่ทำงานหนักจนกดดันตนเองมากเกินไป ทำงานสบายๆ ตามความหมายของ “Bare Minimum” ที่แปลว่า ทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เลือกทำเฉพาะงานที่จำเป็น เน้นงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีการประชุม และเน้นการดูแลตนเองให้มากขึ้น แต่จะทำแบบนี้เฉพาะในวันจันทร์เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงภาวะ Monday Blues ที่มักมีอาการเศร้าหมอง เบื่อหน่าย และเหนื่อยล้าจิตใจเมื่อวันจันทร์มาถึง
(อ่านเพิ่ม: เลิกเกลียดวันจันทร์! เริ่มสัปดาห์แบบ "Bare Minimum Mondays")

10. Flow Fridays หรือ Flex Fridays

แนวคิดนี้เชื่อว่าคนเราควรจะได้ทำงานแบบผ่อนคลาย สบายๆ ในทุกวันศุกร์ เป็นการจัดสรรเวลาพนักงานมากขึ้นเพื่อที่จะได้ทำงานค้างต่างๆ ให้เสร็จสิ้นในวันสุดท้ายของสัปดาห์ ด้วยการงดประชุมที่ไม่จำเป็น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

โดยพนักงานสามารถจัดลำดับความสำคัญงานที่ต้องทำทั้งสัปดาห์ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแต่ละสัปดาห์ แล้วดูว่างานไหนที่เร่งด่วน-ไม่เร่งด่วนบ้าง? จากนั้นวางงานสำคัญๆ หรืองานด่วนให้ทำช่วงต้นสัปดาห์ และวางงานที่ไม่เร่งด่วน หรืองานที่เครียดน้อยไว้ทำในวันศุกร์
(อ่านเพิ่ม: แนวคิด Flow Fridays เพื่อแก้ความเฉื่อยชาในวันศุกร์)