โรคหลอดเลือดสมองไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น คนวัยทำงานและคนอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
KEY POINTS
- โรคหลอดเลือดสมองไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนวัยทำงาน การรู้ความเสี่ยง ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ และไม่ละเลยอาการเตือน อาจช่วยรักษาทั้งชีวิตและอนาคตของเราไว้ได้
- การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อน คนวัยทำงานควรตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดตามความเหมาะสม
- เป้าหมายของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย ทั้งด้านการเสียชีวิต ความพิการ และภาระการดูแลระยะยาว ข้อมูล Health Data Center สถิติกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2568 (HDC, 2025) พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 424,176 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่สูงถึง 33,460 คน และมีจำนวนผู้ป่วยในโรคหลอดเลือดสมองที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล 16,375 คน
ขณะที่รายงาน World Stroke Organization (WSO): Global Stroke Fact Sheet 2025 อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษา Global Burden of Disease (GBD) 2021 ระบุว่า ในปี 2021 ทั่วโลกมีอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ประมาณ 561 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 92 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี (Feigin et al., 2025).
เนื่องในวันหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และประธานศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมอง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับสถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “From Awareness to Action” มุ่งเปลี่ยนการรับรู้ให้เป็นการลงมือป้องกันและตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วัยทำงานเสี่ยง 'โรคหลอดเลือดสมอง' จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น
ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'
เฝ้าระวังผู้สูงอายุ -ผู้ป่วยNCDs
พญ.ทัศนีย์ ระบุว่ากลุ่มประชากรที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้สูบบุหรี่ และผู้มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจากลิ่มเลือด กลุ่มคนวัยทำงานโรคนี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของครอบครัว
ข้อมูลจากรายงาน Stroke Epidemiology in Thailand ของสถาบันประสาทวิทยา พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ จาก 249.5 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 45–54 ปี เป็น 1,268.4 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 75–80 ปี สะท้อนความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยกลางคนและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในผู้สูงอายุ
อายุน้อยก็เป็น Stroke ได้
“โรคหลอดเลือดสมองไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น คนวัยทำงานและคนอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็ไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว (CDC, 2024; WHO, 2025) เพราะปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างอาจสะสมตั้งแต่วัยทำงาน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงในระยะยาว”
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในเอกสารอ้างอิง พบภาวะความดันโลหิตสูงร้อยละ 73.0 เบาหวานร้อยละ 28.2 และภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 77.1 จากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ไม่ใช่ค่าความชุกของประชากรไทยทั้งหมด แต่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหลอดเลือด
นอกจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมแล้ว ความผิดปกติของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดและโรคหลอดเลือดสมองได้ ขณะเดียวกัน ในผู้ป่วยอายุน้อยบางราย โรคอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ไม่ควรสรุปว่าการเกิดโรคมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว (CDC, 2024; NINDS, n.d.)
ดังนั้น การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อน คนวัยทำงานควรตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดตามความเหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ตรวจพบอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ แม้จะอายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว
รู้ทันสัญญาณโรคด้วย BEFAST
โรคหลอดเลือดสมอง หากสามารถรักษาทันท่วงทีคือนาทีช่วยชีวิต ลดความพิการได้ การให้ยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลาที่เหมาะสม การรักษาด้วยสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดออก (Mechanical Thrombectomy: MT) ไปจนถึง Stroke Unit การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันการเกิดซ้ำ
โดยมีหลักในการสังเกตุอาการสัญญาณเตือน B.E.F.A.S.T. ประกอบด้วย
- B (Balance): เวียนศีรษะเฉียบพลัน เสียการทรงตัว หรือเดินเซ
- E (Eyes): ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน
- F (Face): หน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
- A (Arms): แขนหรือขาอ่อนแรง โดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีอาการชาครึ่งซีก
- S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด
- T (Time): รีบโทร 1669 และเข้ารับการประเมินฉุกเฉินทันที
หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นฉับพลัน ควรโทร 1669 โดยมีโรงพยาบาลเข้าร่วมเครือข่ายโรคหลอดเลือดสมอง 239 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ ไม่ต้องรอให้หายเองเพราะทุกนาทีมีความหมายต่อสมองและชีวิต
Stroke 2026:รักษาที่รวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญ
จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่มีอาการไม่รุนแรงและยังทำงานอยู่ก่อนเกิดโรค ร้อยละ 76.7 สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 3 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล (Wipahut et al., 2023) ขณะที่งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า อัตราการกลับไปทำงานภายใน 1 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 55.7 (Duong et al., 2019) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถกลับไปทำงานได้
"ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผ่านการรักษาที่รวดเร็ว การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม ตลอดจนระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระยะฉุกเฉินจนถึงการดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล"
เพราะเป้าหมายของการรักษาไม่ได้มีเพียงการช่วยชีวิต แต่ยังรวมถึงการลดความพิการและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคมโดยวันที่ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Stroke Hero ซึ่งมีเป้าหมายสร้าง Stroke Hero ให้ได้ 1 ล้านคน สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนและโรงเรียน





