เวทีระดมความคิดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย จาก 'โรคหลอดเลือดสมอง' ที่มีความต้องการ 'นักกายภาพบำบัด' เพิ่มมากขึ้น
KEY POINTS
- ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว แต่กลับขาดแคลนนักกายภาพบำบัด ทำให้ไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้อย่างทั่วถึง
- ผู้ป่วยได้รับการกายภาพบำบัดไม่ถึง 1 ใน 3 เนื่องจากจำนวนนักกายภาพบำบัดไม่เพียงพอ บางพื้นที่มีอัตราส่วน 1 คนต่อประชากร 20,000 คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก
- ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญ เช่น การผลิตบุคลากรไม่ทันความต้องการ และกรอบอัตรากำลังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ไม่สามารถบรรจุนักกายภาพบำบัดได้
ประเทศไทยเป็น สังคมผู้สูงวัย อย่างเต็มตัว เนื่องจากมีประชากรสูงอายุ ( 60 ปีขึ้นไป) ประมาณ 14.96 ล้านคน (หรือกว่า 10.1 ล้านคน มีอายุ 65 ปีขึ้นไป) และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ
ในปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 65.48 ล้านคน (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล) มีประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) ประมาณ 9.11 ล้านคน มีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ประมาณ 41.39 ล้านคน
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) เป็นภาวะที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ เป็นอันดับที่สอง รองจากภาวะโรคหัวใจขาดเลือด
ในประเทศไทย นับเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรง โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 4 นาที และมีผู้ป่วยสะสมในระบบมากกว่า 360,000 คน
Cr. Kanok Shokjaratkul
ผู้สูงอายุ กับ กายภาพบำบัด
"เราอยากเห็นผู้สูงอายุไทยติดสังคมเยอะ ๆ ติดบ้านติดเตียงน้อย ๆ ความเป็นจริงในขณะนี้คืออายุขัยของคนไทยมากขึ้น เป็น 77.4 ปี อายุเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี 68 ปี เรามีช่วงชีวิตที่ทรมานกับการป่วยเรื้อรัง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต นี่คือสิ่งที่ข้อมูลบอกเรา
โรคที่ผู้สูงอายุเป็นเยอะคือ Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุ คนอายุน้อยก็เป็นได้ เมื่อปี 2566 มีผู้ป่วยเป็น Stroke เข้าโรงพยาบาลรัฐ 160,000 คน ในปี 2567 มี 150,000 คน สองปีรวมกัน 300,000 คน และโรค Stroke มันไม่ได้หายขาด นี่คือตัวเลขที่สะสมไปเรื่อย ๆ
ส่วนผู้สูงอายุหกล้ม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ล้มแล้วกระดูกสะโพกหัก ต้องได้รับการผ่าตัดจากแพทย์ ก็มีตัวเลขเพิ่มขึ้น"
ศ.ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล Cr. Kanok Shokjaratkul
ศ.ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวในเสวนาหัวข้อ 'ไทยพร้อมหรือยัง สู่สังคมสูงวัยคุณภาพด้วยกายภาพ' ที่จัดโดย สภากายภาพบำบัด ในงาน Bio Health International 2026 วันที่ 2 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา
"คนที่เป็น Stroke หลังจากพ้นขีดอันตรายแล้วจะเข้าสู่เฟส ระยะกลาง หรือ IMC (Intermediate Care) คือช่วงฟื้นฟูกลับมาให้เหมือนเดิม ซึ่งต้องทำกายภาพไปเรื่อย ๆ
ข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ต้องทำกายภาพบำบัดอย่างน้อย 45 นาทีต่อครั้ง ประมาณ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมแล้วประมาณ 30 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนแรกที่เป็น Stroke เพื่อฟื้นฟูสภาพให้กลับมาเหมือนเดิม ใกล้เคียงเดิม หรืออย่างน้อยก็ต้องดูแลตัวเองได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ป่วย Stroke ปีละ 160,000 คน ได้ทำกายภาพไม่ถึง 1 ใน 3 เพราะต้องดูแลตัวเอง ไม่มีลูกหลาน การเรียกรถไปโรงพยาบาลต้องจ้างคนรับส่งครั้งละ 1,000-3,000 บาท หรือหากเรียกบริการของรัฐก็จองคิวยากมาก
Cr. Kanok Shokjaratkul
มีงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี บอกว่า การไปทำกายภาพที่บ้าน หรือ Home Rehabilitation เป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการทำที่โรงพยาบาล จากการติดตามผล 14 สัปดาห์ หรือ 3 เดือนกว่า ในปี 2569
ในระบบภาครัฐ ไม่รวม กทม. แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า ควรจะมีนักกายภาพ 1 คน ดูแลประชากร 2,000 คน แต่ตอนนี้ เขต 9 มีนักกายภาพ 1 คน ดูแลประชากร 20,000 คน
ผมมีข้อเสนอ 4 ข้อ 1. เพิ่มการผลิตนักกายภาพบำบัดในสถาบันอุดมศึกษา 2. เราต้องจัดนักกายภาพบำบัดเข้าไปให้บริการให้เพียงพอ 3. ส่งเสริมการให้บริการในชุมชน ทำให้ผู้ป่วย Stroke ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 4. อยากเห็นการมอบสิทธิบัตรทองเกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม หรือเรื่องภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ซึ่งพบในผู้สูงอายุจนเป็นเรื่องปกติ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ระบบที่มีอยู่ รองรับได้ไม่ถึง 50 %
ปัญหาเรื่องการเข้าถึงการกายภาพบำบัด สำหรับผู้ป่วย Stroke และผู้สูงอายุ มีแนวโน้มสูงขึ้น แต่นักกายภาพและระบบมีไม่เพียงพอ
"ในเรื่องของค่าใช้จ่าย ระบบบริการมีเงิน 2 ส่วน 1. เหมาจ่ายบริการผู้ป่วยนอก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษา และฟื้นฟู 2. รักษาผู้ป่วยใน ที่จ่ายตามระบบ DRG (Diagnosis Related Group หรือกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม) แล้วก็มีส่วนบริการพิเศษ คือ การบริการฟื้นฟูสภาพ
ในปี 2568 เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ทั้งปี 3 ล้านกว่าครั้ง แต่เกิดขึ้นจริง 6 ล้านกว่าครั้ง ดีมานด์เยอะมาก กลุ่มเป้าหมายคือ 1.ผู้พิการ 200,000 กว่าคน 2. ผู้สูงอายุที่ป่วยแล้วต้องฟื้นฟู 3. คนไข้ stroke ยังไม่เข้าเกณฑ์ผู้สูงอายุแต่ต้องฟื้นฟู 4.กลุ่มที่ติดบ้านติดเตียงไปแล้ว 5. กลุ่มที่ต้องการการบริการระยะกลาง
เราโฟกัส 4 โรค คือ stroke, กระดูกสะโพกหัก, สมองบาดเจ็บ ไขสันหลังบาดเจ็บ แทนที่จะรอไปทำอะไรตอนติดบ้านติดเตียงแล้ว หรือเป็นผู้พิการแล้ว เราอยากทำตรงที่พ้นระยะวิกฤตเฉพาะหน้าช่วยชีวิตได้แล้ว ทำอย่างไรให้ลดความพิการ หรือป้องกันความพิการ กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพให้ดีที่สุด เราโฟกัสตรงนี้"
นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ Cr. Kanok Shokjaratkul
นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวในงานเสวนา
"เราครอบคลุมคนที่ป่วยจริงได้ไม่ถึง 50% ตัวเลขที่เป็น Stroke เกือบ 200,000 คน ทำได้แค่ 80,000 กว่าราย จากปี 2564 มี 3 ล้านกว่าครั้ง มาปี 2568 เป็น 6 ล้านกว่าครั้ง สะท้อนว่าความจำเป็นกับการบริการเดินไปแต่ไม่ทันการ
เพราะสปสช.จะจ่ายค่าบริการไม่ได้ถ้าไม่มีการบริการ การบริการจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีวิชาชีพที่ให้บริการ กลับมาที่รากของปัญหา ที่ผลิตคนไม่พอ เรามีนักกายภาพไม่พอ
อย่างที่อำเภอสรรพยา ชัยนาท ประชากร 40,000 คน มีนักกายภาพ 4 คน อันนี้ดีหน่อย แต่ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ บุรีรัมย์ มี 1 คนต่อประชากรเกือบ 20,000 คน เป็นต้น
Cr. Kanok Shokjaratkul
ระบบแพทย์ เรายังมีแพทย์ใช้ทุน ยังมีระบบ one district one doctor เลือกคนพื้นที่มาเรียน ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงนักกายภาพบำบัด เป็นสายงานที่ยังไม่ถูกโฟกัส ทั้งที่เขามีความสำคัญต่อการฟื้นฟูในระยะกลาง แต่เจอข้อจำกัดของระบบราชการในการบรรจุ ตอนนี้เรามีปัญหาในภาคงบประมาณ หวังว่าท้องถิ่นที่พอจะมีช่องว่างของบประมาณ เมื่อคำนึงถึงแพทย์ พยาบาลแล้วก็ช่วยคำนึงถึงนักกายภาพบำบัดเพิ่มเติมด้วย
แม้ว่าการบริการจะโตแต่มันก็ไม่ทันกับภาวะที่พวกเราสูงวัยขึ้นเรื่อย ๆ แล้วดีมานด์มันเยอะขึ้น เราก็ต้องสปีดให้ทัน แล้วต้องมีการโฟกัสให้ชัดด้วย
ผมเสนอว่าควรคิดถึงระบบใช้ทุน เอาน้อง ๆ ลูกหลานในพื้นที่มาเรียน มาบรรจุที่บ้านเขา ก็จะอยู่ได้นานขึ้น เหมือนระบบแพทย์ที่เราเอาคนท้องที่มาเรียน ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด เก่งพอสมควรที่จะเรียนได้
ตอนนี้ สปสช. เริ่มให้นักกายภาพมาจับมือกับโรงพยาบาลชุมชนเป็นเครือข่ายว่าถ้าภาครัฐทำไม่ไหว เอกชนก็มาช่วยทำ แต่ก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะว่าจำนวนนักเรียนไม่พอ และในพื้นที่ห่างไกล ก็ไม่มีนักกายภาพคนไหนไปเปิดคลินิก"
Cr. Kanok Shokjaratkul
กทม. ตั้งเป้าเพิ่มนักกายภาพให้มากขึ้น
"กรุงเทพมหานคร เราได้รับการหมุดหมายว่าเป็น Healthy City แบบ WHO เมืองที่ดีสำหรับผู้สูงวัย และดีสำหรับทุกคน
เรื่องอัตรากำลังนักกายภาพบำบัด เรามีหมุดหมายว่าจะเพิ่มจำนวนคนที่เราเอามาฝึกอบรมให้มีองค์ความรู้เรื่องกายภาพบำบัด แม้จะไม่ได้เป็นวิชาชีพแบบนักกายภาพ แต่เข้ามาเสริมงานให้กับการดูแลประชาชนได้ แล้วยังมีกลุ่มนักศึกษาที่เราให้เข้ามาร่วมอยู่ในทีมด้วย นักศึกษาปี 4 คณะพยาบาล ก็สามารถช่วยได้ แล้วมีการเพิ่มค่าตอบแทน
โครงสร้างของผู้สูงวัยที่เราอยากเห็น ต้องเป็นสูงวัยที่ active คือไม่ป่วย ไม่เหงา แล้วมีงานทำ ในเรื่องของการเจ็บป่วยเรามีระบบอยู่แล้วในเรื่องของศูนย์บริการสาธารณสุข มีโรงพยาบาล มีระบบเครือข่ายโฮมแคร์ของสำนักอนามัย"
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง Cr. Kanok Shokjaratkul
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานเสวนา
"เรากำลังขยายเรื่องโรงเรียนผู้สูงอายุ มีให้ครบ 50 เขต การจ้างงานผู้สูงอายุ ก็ยัง active อยู่ มีการฝึกอาชีพสำหรับคนที่เกษียณแล้วยังอยากจะทำงานเพิ่มเติม
เราอยากเห็นระบบนิเวศทั้งหมดของผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว ต้องไปด้วยกันทั้งมิติเมือง มิติคน อาชีพ และระบบที่มีประสิทธิภาพ มิติทางด้านกายภาพ ถนนหนทางเรียบ มีการดีไซน์เมืองให้เป็น universal design มีทางลาดให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิต มิติด้านดิจิทัล ผู้สูงอายุก็ต้องใช้ดิจิทัลเป็น ไปสู่เป้าหมายที่เมืองที่น่าอยู่สำหรับคนทุกวัย
ในเรื่องของสุขภาพ ก็มีการวางแผน การคัดกรอง การตรวจสุขภาพล้านคน มีการใช้ระบบ telemedicine เข้ามาช่วย มีสำนักแพทย์ สำนักอนามัย มีวชิรพยาบาล ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5 เรื่องของความร้อน
เราเห็นว่ามีผู้สูงอายุเยอะขึ้นจริง ๆ ทั้งกลุ่มที่ป่วย กลุ่มไม่ป่วย เราต้องเปลี่ยนเมืองทางด้านกายภาพ ทางสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันความเสี่ยง ทำให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีทั้งกายทั้งใจ ดูแลตัวเองได้ มีส่วนร่วมกับสังคมได้ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคมได้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ต้องแก้กรอบ 7-12-14
"ต้องบอกก่อนว่า ก่อนถ่ายโอน มีคนอยู่ 43% แต่หลังถ่ายโอนมาที่ภายใต้ อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) คนไม่มาด้วย มาแต่สถานที่ เหลือคนอยู่แค่ 33% จะทำอย่างไร มีคนอยู่ 3 คน ทั้ง รพ.สต. เป็นทั้ง ผอ. เป็นทั้งพยาบาล เป็นทุกอย่าง เราก็ต้องเติมคนเข้าไป เป้าหมายอยู่ที่ 62% ตอนนี้เติมได้ 50% แล้ว มีทั้งพยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข เภสัช แพทย์แผนไทย นักกายภาพ และตำแหน่งอื่น ๆ ที่ซัพพอร์ต หวังว่าจะมีสัก 7 คนต่อ รพ.สต.
ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิในนามของท้องถิ่น พอถ่ายโอนมาที่ท้องถิ่น มันถูกกำหนดกรอบ 7-12-14 (กรอบการจัดสรรบุคลากรสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยแบ่งตามขนาดของ รพ.สต.) มีให้เลือกว่าจะเอาแพทย์แผนไทย หรือเอานักกายภาพบำบัด
เขาก็เลือกแพทย์แผนไทย เพราะลงทุนน้อยกว่า ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเยอะ แล้วสร้างรายได้ได้เยอะกว่า ดังนั้น ทุกที่ก็จะเลือกแพทย์แผนไทยก่อน โควต้าที่จะเติมนักกายภาพเข้าไปจึงไม่มี นี่คือปรากฏการณ์ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะถ่ายโอนไปที่ อบจ. ไหน ผอ. รพ.สต. ก็มักจะเลือกแพทย์แผนไทยมากกว่านักกายภาพ"
อัครพล ทองพูน Cr. Kanok Shokjaratkul
อัครพล ทองพูน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนและพัฒนา อบจ.ลำพูน พรรคประชาชน กล่าวในงานเสวนา
"พอมันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จำนวนนักกายภาพจะไม่ถูกบรรจุเข้า เราต้องแก้ที่ระเบียบหรือต้องแก้ที่กรอบ 7-12-14 นอกจากคนแล้ว เรื่องอุปกรณ์ก็ลำบากอยู่พอสมควร การสร้างห้องหรือศูนย์สำหรับกายภาพ ใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ แล้วยังต้องมีเครื่องมือลงพื้นที่อีก เยี่ยมบ้านอีก
ที่ยังเป็นปัญหาอยู่คือ ศูนย์ยืมคืนอุปกรณ์ต่าง ๆ ณ ปัจจุบัน เราใช้เงินของกองทุนฟื้นฟู หรือกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด เป็นตัวซื้อรถเข็น, เตียง ซึ่งกลไกปัจจุบัน มันไม่ทันใช้ เพราะกว่าจะได้อุปกรณ์เหล่านี้ 0-6 เดือน อุปกรณ์ก็ต้องขอจากโรงพยาบาลซึ่งมักจะมีไม่เพียงพอ อุปกรณ์ของนักกายภาพบำบัดก็ยังไม่มีระบบที่จะหามาซัพพอร์ต
อีกทั้งโรงพยาบาลมีกำลังคนไม่เพียงพอ ทำให้ช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดไม่ถูกดูแล กลายเป็นผู้ป่วยลองเทอมแคร์ในที่สุด
ผมคิดว่าต้องแก้กรอบ 7-12-14 จึงอยากชวนสภานักกายภาพมาทำ เพราะว่าถ้าไม่แก้ตรงนี้ นักกายภาพไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้เลย แล้วเรื่องร่วมกับ สปสช. ในการจัดหาอุปกรณ์ จะทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้นจริง"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ต้องปรับตัวรับมือกับ สังคมสูงวัย โดยด่วน!
"ดิฉันทำเรื่องการรองรับสังคมสูงวัย ทำงานกับท้องถิ่นทั่วประเทศ กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังคมสูงวัย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องผู้สูงอายุในปัจจุบัน แต่เป็นสังคมที่เตรียมรองรับผู้สูงอายุในอนาคต เพราะจะมีผู้สูงอายุเยอะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างปีนี้มีอยู่ 14 ล้านคน
สิ่งที่เราจะต้องเตรียมคือ 1. มิติทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออม ไม่ใช่ 60 ปีแล้วไม่มีเงินหรือยังเป็นหนี้ 2. เรื่องของสภาพแวดล้อม ปรับสภาพบ้าน Infrastructure, Universal Design ให้อยู่ได้อย่างปลอดภัย เพราะว่าถ้า 1 คนล้มก็เท่ากับเจ็บทั้งบ้าน 3. ชุมชนและสังคมต้องพร้อมรองรับ ซึ่งสังคมชุมชนในชนบทดูจะมีความพร้อมมากกว่าในเมือง
ในเรื่องของกายภาพบำบัด อยากจะเสนอ Intermediate Care คือระหว่างออกจากโรงพยาบาลหลังภาวะวิกฤตก่อนจะกลับไปบ้าน แต่ตรงกลางไม่มี แล้วถ้าที่บ้านไม่พร้อม ก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง"
กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร Cr. Kanok Shokjaratkul
กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ผู้จัดการสำนักงาน ประสานนโยบายรองรับสังคมสูงวัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานเสวนา
"จากการลงพื้นที่พบว่า ที่สารภี จ.เชียงใหม่ มี สารภี โมเดล ศูนย์ฟื้นฟูภาวะหลังภาวะวิกฤต ไม่ใช่ของราชการ แต่เป็นการทำงานร่วมกันของโรงพยาบาลสารภี-วัด-ชุมชน-อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมกันพัฒนา โดยความร่วมมือของครูบาน้อยที่ท่านบริจาคที่ดินและสร้างศูนย์ แล้วมีนักกายภาพ พยาบาลต่าง ๆ จากโรงพยาบาลมาช่วยรองรับผู้ป่วยภาวะวิกฤตก่อนที่จะกลับบ้าน
และที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.พิษณุโลก เคยสอนหลักสูตร เจ้าพนักงานกายภาพบำบัด หลักสูตร 2 ปี จึงอยากจะเชิญชวนสภากายภาพบำบัดมาดูว่าเราจะทำยังไงถึงจะพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้นเป็นปริญญาตรีได้ แล้วเอาคนในชุมชนมาเรียน ซึ่งท้องถิ่นหรือ อบจ. ก็สามารถสนับสนุนได้ หรืออาจจะมีนโยบาย 1 ตำบล 1 กายภาพบำบัด ก็ได้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul





