background-default

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม 2569

Login
Login

ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'

ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'

ปัจจุบันแม้ยังไม่มีสถิติใหม่ของโรคหลอดเลือดสมองที่ชัดเจน แต่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2568 ระบุว่าโรคหลอดเลือดสมองยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของประเทศไทยและพบผู้ป่วยใหม่จำนวนมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานอายุ 30–50 ปี ซึ่งมักมีปัจจัยเสี่ยงจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

ขณะที่จากข้อมูลล่าสุดที่มีในปี 2566 และต้นปี 2567 อัตราตายจากโรคหลอดเลือดในสมองแตกอยู่ที่ประมาณ 21.13% ในปี 2566 และสูงถึง 20.77% ในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล

“โรคหลอดเลือดสมอง” เป็นภาวะสมองขาดเลือดที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตันหรือมีเลือดออกในสมอง หรืออาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจน ส่งผลให้สมองตาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ทันที การรักษาอย่างรีบด่วนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะช่วยลดความรุนแรงจากภาวะสมองตาย และรวมถึงลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และยังป้องกันความพิการและทุพพลภาพที่จะเกิดขึ้น

โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักถึงความเสี่ยง เพราะคิดว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง วัยกลางคนก็มีโอกาสเป็นได้มาก  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘Health at Home’ ตรวจจีโนมิกส์-Sleep Test ได้ถึงบ้าน ลดข้อจำกัด รักษาแม่นยำ

‘ตื่นแล้วอยากนอนต่อทุกวัน’ ไม่ใช่ขี้เกียจ สัญญาณเสี่ยงโรคนอนหลับล่าช้า

เช็กอาการโรคหลอดเลือดสมอง

การสังเกตลักษณะอาการมีความสำคัญมาก ดังนั้นควรสังเกตและตรวจเช็คอาการ หากตัวผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองได้

  • พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือไม่สามารถเข้าใจคำพูดของคนอื่น
  • ผู้ป่วยจะรู้สึกสับสน มึนงง พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
  • อาการอ่อนแรง (อัมพฤกษ์/อัมพาต) หรือชาบริเวณหน้า แขน ขา
  • ผู้ป่วยจะเกิดอาการอ่อนแรงหรือชาอย่างเฉียบพลัน บริเวณ หน้า แขนหรือขา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะเกิดกับร่างกายแค่ด้านเดียว ร่วมกับอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
  • ปัญหาด้านการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • ผู้ป่วยจะเกิดอาการตามัวแบบเฉียบพลัน หรือเห็นภาพซ้อน
  • เวียนศีรษะ/ปวดศีรษะ
  • อาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน มักจะพบร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัญหาด้านการเดินเซ การทรงตัวผิดปกติ หรือซึมลง (Altered Consciousness) มึนศีรษะ อาการคลื่นไส้อาเจียน

ทำไม "คนอายุน้อย" เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น

พญ.อาภากร ชิงถาวร แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทและสมอง ศูนย์โรคระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลสินแพทย์ อธิบายว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นโดยเท่าตัว ถ้าอายุมากกว่า 45 ปีและมากกว่า 70% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด มักจะพบในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี แต่จากประสบการณ์ของหมอ พบว่าเจอคนไข้ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ที่เริ่มเป็น โรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก

โดยคำว่าอายุน้อยในที่นี้ หมายถึง อายุน้อยกว่า 50 หรือ 55 ปี เพราะฉะนั้น เราคงพูดไม่ได้เต็มปากว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคของคนสูงอายุเสมอไป

จากการศึกษา พบว่ากลุ่มช่วงอายุตั้งแต่ 18-55 ปี เป็นโรคหลอดเลือดสมองกันมากขึ้น ซึ่ง มีปัจจัยเลี่ยงดังต่อไปนี้เป็น 4 ลำดับแรกๆ ที่ทำให้คนอายุน้อยๆ ก็สามารถเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนทั่วไป

1. ภาวะอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity)

ภาวะอ้วนลงพุง น่ากลัวกว่าที่คิดนะคะ เพราะ เป็นปัจจัยเลี่ยงที่พบมากที่สุดเป็นอันดับแรกเลย ว่าสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองถึง 66%

ภาวะอ้วนลงพุงนั้นคำนวณมากจาก Waist-to-Hip Ratio หรือ ตัวย่อคือ WHR โดยมีวิธีการวัดคือ เอาเส้นรอบเอว ที่วัดตรงระดับสะดือ หน่วยเป็น นิ้ว มาหารกับ เส้นรอบสะโพก ที่วัดตรงระดับ ปุ่มกระดูกต้นชา (Greater trochanter) โดยนำค่าที่ได้มาเทียบกับสัดส่วนแยกตามเพศ หากเป็นเพศชาย ได้ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.93 เพศหญิงได้ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.86 จะถือว่า มีภาวะอ้วนลงพุง หรือ Abdominal obesity

2. การสูบบุหรี่

จากการศึกษาพบว่า คนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เป็นคนที่สูบบุหรี่มากถึง 56% ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะว่า การสูบบุหรี่ ทำให้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มความดันโลหิตสูง ดังนั้น การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้ โดยหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดที่อยากจะเลิกบุหรี่ หมอแนะนำว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และถ้าทำได้เร็วมากแค่ไหน ก็จะดีกับตัวคุณมากเท่านั้น เพราะว่า การหยุดสูบบุหรี่ นั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้ตั้งแต่ปีแรกหลังจากเลิกสูบบุหรี่

3. การไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ

"แค่ขยับ...ก็เท่ากับออกกำลังกาย" คำกล่าวนี้ อาจจะยังไม่เพียงพอ ในแง่ของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจ เพราะคำว่า นิยามของการออกกำลังกายที่เหมาะสมนั้นคือ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30 นาทีต่อครั้ง เป็นจำนวนมากกว่า 5 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์แต่ถึงกระนั้น ก็อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหาเวลาออกกำลังกายได้เท่านี้

อย่างน้อย ถ้าคุณสามารถหาเวลาออกกำลังกายได้ป่านกลาง เช่นประมาณ 20-30 นาที ได้ประมาณสัก 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก็ยังพบว่ามีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายเลย หรือกลุ่มคนที่เดินน้อยกว่า 1 ไมล์ต่อวัน (ประมาณ 1.6 กม. หรือประมาณ 2,000 ก้าว/วัน)

การที่ร่างกายของเราขยับน้อยในแต่ละวัน (Physical inactiviy) จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้ถึงประมาณ 48% โดยจะพบมากขึ้นถึง 50% ถ้าเป็นเพศหญิง และ 47%ในเพศชาย

4. ความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นเหมือนผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจาก 3 สาเหตุแรก ไม่ว่าจะเป็นภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดภาวะความมดันโลหิตสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาวะความดันโลหิตสูงเอง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยง ต้นๆที่ทราบกันว่า เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดสมองตีบหรือแต

โดยจากการศึกษานี้พบว่า โรคความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับภาวะโรคหลอดเลือดสมองสูงถึงประมาณ 47% เลยที่เดียวในปัจจุบัน หมอพบว่าในคนไทย เป็นโรคความดันโลหิตสูงกันเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อายุยังน้อย คือช่วงวัย 30-45 ปี ก็เริ่มที่จะพบโรคความันโลหิตสูงกันบ้างแล้ว แต่ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การได้รับการรักษาเพื่อลดความดันโลหิตสูงนั้นได้ประโยชน์ทั้งนั้น ในแง่ของการ ป้องกันโรคเส้นเลือดสมอง

แม้ว่าผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยลดความดันโลหิตจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 30% และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 21% แต่กระนั้นเอง สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ คนส่วนมาก ไม่ค่อยทราบว่าตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีส่วนน้อย ประมาณเพียงแค่ ⅓ เท่านั้น ที่สามารถจะควบคุมความดันโลหิตสูงของตนเอง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้

ความเครียด ส่งผลต่อหลอดเลือดสมอง

เมื่อคนเราเครียด ร่างกายจะมีการตอบสนองที่ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ องค์ประกอบ อาทิ ก่อให้เกิดการอักเสบ ความดันโลหิตสูง และปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่จะกระทบต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ 

มีงานวิจัยหนึ่งในประเทศจีน รวบรวมข้อมูลจาก 6 การศึกษา มีผู้เข้าร่วม 138,782 คน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดจากการทำงานกับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต ผลปรากฎว่า ความเครียดจากการทำงาน ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นจริง

โดยจุดที่น่าสนใจ คือเมื่อพิจารณาตามลักษณะการทำงาน พบว่า งานหนัก กดดัน และมีอำนาจในการตัดสินใจในตัวงานต่ำ (เช่น อาชีพพนักงานเสิร์ฟ ผู้ช่วยพยาบาล) จะมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองมากกว่างานที่มีอำนาจในการตัดสินใจในตัวงานสูง (เช่น สถาปนิก นักวิทยาศาสตร์) ถึง 22 เปอร์เซ็นต์ 

ในอีกการศึกษาหนึ่งพบว่า ระดับความเครียดและอาการซึมเศร้าที่สูงขึ้น มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ Incident Stroke หรือ TIA (Transient Ischemic Attacks) ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ใหญ่วัยกลางคนและวัยสูงอายุอีกด้วย

จะลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร

โรคหลอดเลือดสมอง เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เฉพาะสภาพจิตใจและอารมณ์ ดังนั้น การจะลดความเสี่ยงของโรคนี้ จึงควรดูแลตัวเองทั้งระบบ 

  • หากมีอาการเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ควรปรึกษาแพทย์ นักจิตบำบัด หรือบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อรับคำแนะนำในการจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างเหมาะสม
  • การดูแลสุขภาพร่างกายก็สำคัญ เพราะโรคหลอดเลือดสมอง สัมพันธ์กับไลฟ์สไตล์ เช่น การกินอาหารไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ 

เทคนิคลดความเครียดในที่ทำงาน

  • เมื่อเครียด ให้หายใจลึก ๆ ทำสมาธิ หรือลองเล่นโยคะ ให้สมองได้รับออกซิเจน และร่างกายสดชื่น ผ่อนคลายมากขึ้น
  • ใช้แอปพลิเคชันหรือฟังเพลง ที่ช่วยให้จิตใจสงบ 
  • ลุกขึ้นขยับร่างกายหลาย ๆ ครั้งระหว่างวันทำงาน หรือลองจัดตารางออกกำลังกายก่อนเริ่มหรือหลังเลิกงาน ที่ตัวเราเองสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ
  • ชวนกันไปสังสรรค์ แต่อย่าดื่มหนัก! ลดเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ทำอาหารเพื่อสุขภาพกินวันละมื้อ
  • หาต้นไม้มาตกแต่งโต๊ะทำงานเพื่อสร้างบรรยากาศสบาย ๆ ผ่อนคลาย 
  • โฟกัสกับงานทีละอย่าง และให้รางวัลตัวเองเมื่อทำงานเสร็จ เพราะการทำหลายอย่างพร้อมกันมักจะทำให้ระดับความเครียดเพิ่มขึ้น

อาหารเพื่อสุขภาพหลอดเลือดสมองแข็งแรง  

  • เน้นรับประทานผักผลไม้ที่มีสีสัน หลากหลาย อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น บรอกโคลี แครอท บีทรูท ผักโขม 
  • เลือกแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา อกไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ 
  • รับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง โอ๊ต ขนมปังโฮลวีต 
  • เลือกไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็ง 
  • จำกัดอาหารเค็ม หวาน มัน อาหารแปรรูป ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม 
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว 

ออกกำลังกาย ให้ห่างไกลจาก “โรคหลอดเลือดสมอง” 

  • เลือกกิจกรรมที่ชอบและเหมาะกับวัย เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน 
  • ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วและเหงื่อออก สะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์  
  • หมั่นเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ลุกเดินบ่อยๆ ขึ้นบันไดแทนลิฟต์ ทำงานบ้านเบาๆ  
  • สลับกับการฝึกกล้ามเนื้อ ยืดเหยียดร่างกายและการทรงตัว อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง 
  • หลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งเป็นเวลานานติดต่อกัน ลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสายบ้าง 
  • ก่อนออกกำลังกาย อย่าลืมอบอุ่นร่างกายและคูลดาวน์ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

เปลี่ยน Lifestyle ลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

  1. ลด ละ เลิก บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อสุขภาพหลอดเลือดที่ดี 
  2. ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยง ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง ต้องควบคุมให้ได้ตามเป้าหมาย 
  3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนไขมันต่ำ จำกัดเกลือ น้ำตาล ไขมันทรานส์ 
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30-60 นาที ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย 
  5. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือค่า BMI 18.5-22.9 kg/m2 
  6. จัดการความเครียด ด้วยการทำสมาธิ สวดมนต์ ฝึกหายใจ ผ่อนคลาย นอนหลับให้เพียงพอ 
  7. เข้าสังคมและร่วมกิจกรรมนันทนาการ เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี
  8. ติดตามข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลตัวเอง 

จะเห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์แค่ไม่กี่อย่าง ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก ไม่ต้องพึ่งยาหรือการรักษาที่ยุ่งยาก เพียงแค่เริ่มต้นวันนี้ ด้วยตัวคุณเอง  

อ้างอิง: Health Focus Clinic  ,โรงพยาบาลเมดพาร์ค , โรงพยาบาลสินแพทย์