วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

สติช่วยไว้ เรื่องเล่าวินาทีเฉียดตาย เกือบดับ แต่กลับมาได้

สติช่วยไว้ เรื่องเล่าวินาทีเฉียดตาย เกือบดับ แต่กลับมาได้

ล้อมวงคุยเรื่อง เกือบดับ แต่กลับมาได้ ในงาน  Death Fest 2026 โดยเฉพาะเรื่องสโตรก เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือน สิ่งสำคัญคือ ต้องมีสติ

"ถูกนำส่งโรงพยาบาล รับรู้ตลอด มีคนช่วยปั๊มหัวใจ แต่ขยับตัวไม่ได้ อยู่ในห้องไอซียู..." หนึ่งเรื่องเล่าในกิจกรรม เกือบดับ แต่กลับมาได้ วงสนทนาเล็กๆ ในงาน Death Fest 2026

หลายคนคงได้ยินบ่อยๆ เรื่องวินาทีเฉียดตาย ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ต้องมีสติในการตัดสินใจเพื่อเอาชีวิตรอด...ใช่ว่าทุกคนจะควบคุมสติได้ ก็ต้องฝึกฝนบ้าง ไม่มากก็น้อย 

ถ้าเมื่อใดเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง สมองก็แค่รับรู้ ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่คนเหล่านี้เจอเหตุการณ์ยากจะลืมเลือน จึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำงานน้อยลง ดูแลสุขภาพมากขึ้น   

มาถึงเรื่องการนั่งล้อมวงคุยเรื่อง เกือบดับ แต่กลับมาได้ 

โดยเฉพาะเรื่อง Stroke (สโตรก-โรคหลอดเลือดสมองจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองเสียหายและเซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว) ซึ่งอาการก่อนสโตรก และวิธีการดูแลไม่ให้ป่วย หาได้ในออนไลน์ 

สโตรก ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ สาเหตุหลักจะมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด ทำงานหนัก การกินอาหาร และยีนที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมในร่างกายมีภาวะไขมันสูง

ถ้าว่ากันด้วยสถิติข้อมูล ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า คนไทยเส่ียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อันดับต้นๆ รองจากมะเร็ง มีข้อมูลล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกสูงถึงร้อยละ 20.10 และมีแนวโน้มมากขึ้น โดยเฉพาะวัยทำงานอายุ 30-50

นี่เป็นข้อมูล ส่วนเรื่องเล่าและความรู้สึกของคนสโตรก ขยับตัวไม่ได้ คือเรื่องพูดคุยในวงสนทนา วินาทีความเป็นความตาย สิ่งแรกๆ ที่ทำได้คือ กลับมาที่สติ 

เมื่อต้องวิ่งหนีช้างในป่า เพื่อเอาตัวรอดในวินาทีนั้น ผู้หญิงข้างๆ บอกว่า เรื่องสติสำคัญมากในการวิ่งให้ถูกทิศทาง หรืออาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ในคอนโดมิเนียม แล้ววันหนึ่งเปิดตู้เย็น เกิดอาการวูบ นึกไม่ออกว่าร่างกายเป็นอะไร กระดิกแทบไม่ได้ สติต้องมาก่อน ปฏิบัติธรรมมาเยอะ ตายก็ตายวะ ค่อยๆ ขยับตัวไปเปิดประตูให้คนเห็นและช่วยเหลือ

กลับมาถึงเรื่องเล่าของชายหนุ่มที่ทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่ผู้เขียนเปิดเรื่องไว้ สโตรกขณะกำลังจะแสดงละครบนเวที เกิดอาการคิดไม่ออก เริ่มขยับตัวไม่ได้ การรับรู้ยังอยู่ ได้ยินเสียงคนรอบตัว กระทั่งมีคนช่วยปั๊มหัวใจ และเมื่ออยู่ในห้องไอซียู สิ่งที่พยายามสื่อสารคือ การกระดิกนิ้ว เมื่อหมอพยายามถาม 

ตลอดสามชั่วโมงที่ขยับตัวไม่ได้เลย เขารู้สึกตกใจ เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย อาศัยว่าช่วงปีที่ผ่านมาเคยอบรมซาเทียร์ (จิตบำบัด) ก็พอเข้าใจว่า กลไกในร่างกายเราจะรู้สึกตัวหรือเกิดอาการตกใจได้เพราะอะไร ก็ฝึกสมาธิมาบ้าง จึงพยายามหายใจ 

ตอนนั้นเขากลัวว่า ตื่นมาแล้วจะเหมือนในหนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อที่ทำได้แค่กะพริบตา

นี่คือ วันที่เขารู้สึกใกล้ชิดกับความตายมากที่สุด 3 ชั่วโมงตอนนั้นก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราต้องตายมีอะไรที่อยากทำอีก ในจังหวะที่เราไม่แน่ใจว่าจะตื่นมาหรือไม่ แต่โชคดีที่เส้นเลือดในสมองบางเส้นไม่ตีบ 

เมื่อกลับมาได้ ไม่เสียชีวิต เขาตั้งคำถามใหม่ว่า จะใช้ชีวิตทำงานหนักแบบเดิมหรือ จากที่ทำงานหลายอย่าง ก็ขอลดงาน ได้เห็นความไม่ยั่งยืนของชีวิต และที่ผ่านมาใช้ชีวิตประมาท ความตายอยู่ใกล้ตัวเรามาก

และนี่บทเรียนที่สะกิดใจหลายคนในวงสนทนา นอกจากนี้ขอชื่นชมการครีเอทกิจกรรมใน Death Fest น่าสนใจมาก มีคนทุกเพศทุกวัยร่วมกิจกรรม ยกตัวอย่าง “เตรียมตัวเป็นมะเร็ง” โดยอลิลันซ์ อยุธยา มีคนต่อแถวรอร่วมกิจกรรมยาวเหยียด เพราะส่วนใหญ่บริษัทประกันเวลามาออกบูธจะเน้นการขายประกัน แต่กิจกรรมครั้งนี้คงมีการสร้างสรรค์ร่วมกับทีมงาน

เมื่อแวะมาอ่านหัวข้อ ถ้าเหลือเวลาอีก 3 เดือน คุณอยากจะทำอะไร...บนกระดานดำมีความคิดเห็นมากมาย แทบไม่เหลือช่องว่างให้ขีดเขียน อ่านแล้วรู้สึกว่า ความต้องการของมนุษย์ไม่ต่างกันเลย คนส่วนใหญ่อยากใช้ชีวิตที่มีความหมายและมีความสุข

“เที่ยวทุกที่อยากไป,ดูแสงเหนือกับครอบครัว,ฉันอยากหมดหนี้ก่อน,เที่ยวรอบโลก,อยากให้โลกสงบสุข,ดกเหล้ากับชุมชนให้หมด,อยู่นิ่งๆ แล้วจากไป,จะกินพืชทุกชนิด,ไปคอนเสิร์ตทุกวัน,ลาออก อยู่กับพ่อแม่,ไปดูบอลที่สนามคัมป์นู,,ถูกหวย,อยู่กับแม่,เอาเงินเก็บทั้งหมดลง Top Spender ,อยู่บ้านกับต้นไม้ หมา ใช้เวลาอย่างมีความสุข ...”

แล้วคุณล่ะ อยากใช้ชีวิตแบบไหน...