วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

กลิ่น “สะดือ” บอกโรคได้? พบเบาะแสพาร์กินสัน-สมองถดถอย

งานวิจัยพบสารระเหยจากบริเวณสะดือมีรูปแบบแตกต่างกันในผู้ป่วยพาร์กินสันและภาวะสมองถดถอย เปิดทางสู่การพัฒนาวิธีคัดกรองโรคในอนาคต

KEY POINTS

  • งานวิจัยเบื้องต้นพบว่าสารระเหยหรือ "ลายเซ็นทางเคมี" จากผิวหนังบริเวณสะดือ อาจมีความแตกต่างกันระหว่างผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้มีภาวะสมองถดถอย และคนสุขภาพดี
  • นักวิจัยเลือกเก็บตัวอย่างจากสะดือเพราะเป็นบริเวณที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวน้อย ทำให้สามารถตรวจจับสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นได้ชัดเจนกว่าจุดอื่น
  • การศึกษานี้ยังเป็นเพียงงานวิจัยพิสูจน์แนวคิดในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กมาก จึงยังไม่สามารถนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยโรคได้จริงในปัจจุบัน และต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นหนึ่งในโรคทางระบบประสาทที่พบมากขึ้นทั่วโลก ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2019 มีผู้ป่วยพาร์กินสันมากกว่า 8.5 ล้านคนทั่วโลก และเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาระความพิการและการเสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

หลายคนอาจคุ้นกับพาร์กินสันจากอาการมือสั่น เคลื่อนไหวช้า หรือกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง แต่โรคนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเคลื่อนไหวเท่านั้น ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัญหาการนอน ท้องผูก ความผิดปกติของการรับกลิ่น รวมถึงความบกพร่องด้านความคิดและความจำ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports พบว่า กลิ่นที่เก็บจากผิวหนังบริเวณสะดือ อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันระหว่างคนสุขภาพดี ผู้ป่วยพาร์กินสัน และผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment) ซึ่งเป็นภาวะที่ความจำหรือความสามารถด้านการคิดลดลงมากกว่าที่คาดตามวัย แต่ยังไม่ถึงระดับภาวะสมองเสื่อม

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า กลิ่นจากร่างกายบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของเราได้บ้าง และทำไม “สะดือ” จึงอาจซ่อนเบาะแสของโรคที่เราไม่เคยนึกถึง

ร่างกายของเรามี “ลายเซ็นของกลิ่น”

กลิ่นตัวไม่ได้เกิดจากเหงื่อเพียงอย่างเดียว บนผิวหนังของเรามีทั้งไขมันจากต่อมไขมัน (Sebum) เหงื่อ จุลินทรีย์ และสารเคมีอีกจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนสามารถระเหยออกสู่อากาศได้ เรียกว่า สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds)

สารเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งคำถามว่า ถ้าโรคบางชนิดทำให้กระบวนการเผาผลาญหรือองค์ประกอบของสารบนผิวเปลี่ยนไป เราอาจตรวจพบความแตกต่างนั้นผ่าน “กลิ่น” ได้หรือไม่

กลิ่น “สะดือ” บอกโรคได้? พบเบาะแสพาร์กินสัน-สมองถดถอย

งานวิจัยเกี่ยวกับพาร์กินสันได้รับความสนใจอย่างมากจากเรื่องราวของ Joy Milne หญิงชาวสกอตแลนด์ที่มีประสาทรับกลิ่นไวเป็นพิเศษ และสังเกตว่ากลิ่นตัวของสามีเปลี่ยนไปหลายปีก่อนที่เขาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน

เรื่องราวของเธอกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่า พาร์กินสันอาจมี “กลิ่นเฉพาะ” ทางชีวเคมีจริงหรือไม่

จากคนที่ “ดมกลิ่นพาร์กินสันได้” สู่งานวิจัยในห้องแล็บ

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยจาก University of Manchester เคยศึกษาตัวอย่างไขมันบนผิวหนังของผู้เข้าร่วม 64 คน และพบว่า ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันมีรูปแบบของสารที่ระเหยออกจากผิวแตกต่างจากคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้

งานวิจัยต่อมายังพบผลในทิศทางเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบผู้ป่วยพาร์กินสัน 100 คนกับกลุ่มควบคุม 29 คน นักวิจัยพบความแตกต่างของสารระเหยที่อยู่ในไขมันบนผิวอีกครั้ง และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยแยกผู้ป่วยพาร์กินสันออกจากกลุ่มควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โรคพาร์กินสันอาจทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในกลิ่นหรือสารที่ร่างกายปล่อยออกมา และถ้างานวิจัยในอนาคตยืนยันผลได้ชัดเจนขึ้น ข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีคัดกรองโรคที่ง่ายและไม่เจ็บตัวได้

แล้วทำไมต้องเป็น “สะดือ”?

งานวิจัยใน Scientific Reports นำแนวคิดเรื่องกลิ่นของร่างกายไปอีกขั้น โดยนักวิจัยเก็บตัวอย่างด้วยก้านสำลีจาก 3 จุด ได้แก่ ด้านหน้าของโพรงจมูก สะดือ และบริเวณใบหู

เหตุผลที่เลือกบริเวณเหล่านี้เพราะเป็นจุดที่มักสัมผัสกับน้ำหอม สบู่ ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวน้อยกว่าบริเวณอื่น ทำให้นักวิจัยตรวจจับสารที่มาจากร่างกายได้ง่ายขึ้น

กลิ่น “สะดือ” บอกโรคได้? พบเบาะแสพาร์กินสัน-สมองถดถอย

การศึกษาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 24 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ได้แก่ ผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย ผู้ติดเชื้อโควิด-19 และคนสุขภาพดี

จากนั้นนักวิจัยนำตัวอย่างไปวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Laser-based Photoacoustic Spectroscopy (LPAS) ซึ่งใช้เลเซอร์ตรวจวิเคราะห์รูปแบบของสารระเหยจากตัวอย่าง โดยไม่ได้มุ่งค้นหาสารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ดูภาพรวมของ “ลายเซ็นทางเคมี” ที่แตกต่างกัน

“สะดือ” อาจเป็นอีกจุดที่ช่วยค้นหาเบาะแสของโรค

ผลการทดลองพบว่า ตัวอย่างที่เก็บจากจมูก ใบหู และสะดือ มีรูปแบบของสารระเหยแตกต่างกันระหว่างคนสุขภาพดีกับผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย และผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยตัวอย่างจากบริเวณสะดือให้ผลที่ช่วยแยกแต่ละกลุ่มออกจากกันได้ค่อนข้างชัดเจน

นักวิจัยยังพบว่า ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด การตรวจแบบเจาะจงบางจุดก็ยังสามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างแต่ละกลุ่มได้

ตอนนี้เรายังใช้ “กลิ่นสะดือ” ตรวจโรคไม่ได้

แม้ผลการศึกษาจะเปิดให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แต่ยังเป็นแค่ งานพิสูจน์แนวคิด (Proof of concept) จากผู้เข้าร่วมเพียง 24 คน จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสามารถนำมาใช้ตรวจโรคได้จริง

อีกทั้งการทดลองยังทำในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม ขณะที่ในชีวิตจริง กลิ่นจากร่างกายอาจเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สุขอนามัย อาหาร และสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นคือสารที่อยู่บนผิวหนังอาจมีความแตกต่างตามภาวะสุขภาพ และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้นักวิจัยค้นหาสัญญาณของโรคได้เร็วขึ้นในอนาคต แต่ก่อนจะนำมาใช้จริง ยังต้องมีการศึกษาเพิ่ม

ถ้าพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่เกี่ยวข้องกับพาร์กินสัน เช่น มือสั่น เคลื่อนไหวช้าลง การทรงตัวเปลี่ยนไป หรือการรับกลิ่นลดลง สิ่งสำคัญยังคงเป็นการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม

 

อ้างอิง huffingtonpost , parkinson