งานวิจัยพบสารที่เกิดจากจุลินทรีย์ในลำไส้หลังกินทับทิม เบอร์รี และวอลนัท อาจช่วยเสริมเกราะป้องกันและกระตุ้นการซ่อมแซมผนังลำไส้
KEY POINTS
- นักวิจัยพบว่าทับทิม วอลนัท และเบอร์รี มีสารที่จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถเปลี่ยนเป็น "ยูโรลิทิน เอ" (Urolithin A) ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงและซ่อมแซมผนังลำไส้
- สารยูโรลิทิน เอ ทำงานโดยกระตุ้นโปรตีน AHR ในเซลล์เยื่อบุลำไส้ เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายเริ่มกลไกการป้องกันและซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ
- ยูโรลิทิน เอ ไม่ได้มีอยู่ในอาหารโดยตรง แต่เกิดจากกระบวนการย่อยในลำไส้ ซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างสารนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับชนิดของจุลินทรีย์
สุขภาพลำไส้ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราขับถ่ายดีแค่ไหน เพราะลำไส้ยังมีหน้าที่สำคัญทั้งในการดูดซึมสารอาหาร และเป็นด่านป้องกันไม่ให้แบคทีเรียหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ๆ โดยมีผนังลำไส้ทำหน้าที่เสมือน “เกราะป้องกัน” ที่ช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย
เมื่อเกราะป้องกันนี้เสียหายหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกี่ยวข้องกับโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) ซึ่งรวมถึงโรคโครห์น (Crohn’s Disease) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (Ulcerative Colitis)
ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์ (University of Louisville) สหรัฐอเมริกา พบกลไกที่น่าสนใจว่า สิ่งที่เรากินอาจมีส่วนช่วยดูแลและซ่อมแซมผนังลำไส้ผ่านการทำงานของ “จุลินทรีย์ในลำไส้” ได้
หนึ่งในสารที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ ยูโรลิทิน เอ (Urolithin A: UroA) ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในอาหารโดยตรง แต่เกิดขึ้นเมื่อจุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้เปลี่ยนสารจากอาหารอย่างทับทิม วอลนัท และเบอร์รีบางชนิดให้กลายเป็น Urolithin A โดยพบว่า สารนี้อาจช่วยกระตุ้นกลไกตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจงานวิจัยที่ว่า อาหารที่เรากิน จุลินทรีย์ในลำไส้ และระบบภูมิคุ้มกันทำงานร่วมกันอย่างไร และกลไกเหล่านี้มีส่วนช่วยปกป้องและซ่อมแซมผนังลำไส้ได้อย่างไรบ้าง
Urolithin A ไม่ได้อยู่ในผลไม้โดยตรง แต่เกิดขึ้นในลำไส้
ทับทิม เบอร์รี และวอลนัท มีสารประกอบกลุ่ม เอลลาจิแทนนิน (Ellagitannins) ซึ่งเมื่อเรากินเข้าไป จุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้จะช่วยย่อยและเปลี่ยนสารเหล่านี้ จนเกิดเป็นสารใหม่ที่เรียกว่า ยูโรลิทิน เอ (Urolithin A)
แต่ร่างกายของแต่ละคนอาจสร้าง Urolithin A ได้ไม่เท่ากัน แม้จะกินอาหารชนิดเดียวกัน เพราะแต่ละคนมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ในลำไส้แตกต่างกัน
ที่ผ่านมา งานวิจัยพบว่า Urolithin A อาจมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันลำไส้และลดการอักเสบ ขณะที่งานวิจัยล่าสุดพยายามอธิบายให้ชัดเจนขึ้นว่า สารนี้เข้าไปกระตุ้นกลไกใดในร่างกาย และช่วยปกป้องผนังลำไส้ได้อย่างไร
นักวิจัยพบ “เส้นทางซ่อมแซม” ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันลำไส้
หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่โปรตีนที่เรียกว่า Aryl Hydrocarbon Receptor (AHR) ซึ่งทำหน้าที่คล้าย “ตัวรับสัญญาณ” ภายในเซลล์ คอยตอบสนองต่อสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะมาจากอาหาร สิ่งแวดล้อม หรือจุลินทรีย์ในลำไส้
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่า AHR สามารถให้ผลต่อร่างกายได้แตกต่างกัน สารบางชนิดจากสิ่งแวดล้อมอาจกระตุ้น AHR แล้วนำไปสู่ผลเสีย ขณะที่สารจากอาหารหรือจุลินทรีย์บางชนิดกลับกระตุ้นตัวรับเดียวกันและให้ผลในทางที่เป็นประโยชน์
งานวิจัยล่าสุดพบว่า Urolithin A สามารถกระตุ้น AHR ในเซลล์เยื่อบุลำไส้ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นแนวกั้นและปกป้องผนังลำไส้ จากนั้น AHR จะส่งสัญญาณต่อไปยังระบบที่เรียกว่า NLRP6 inflammasome ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการอักเสบและการป้องกันลำไส้
แม้คำว่า “Inflammasome” มักถูกเชื่อมโยงกับการอักเสบ แต่การอักเสบไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายเสมอไป งานวิจัยนี้พบว่า เมื่อระบบดังกล่าวถูกกระตุ้นในระดับที่เหมาะสมและเกิดขึ้นในเซลล์ที่ถูกต้อง กลับมีส่วนช่วยซ่อมแซมผนังลำไส้ เสริมเกราะป้องกัน และรักษาสมดุลภายในลำไส้ได้
การอักเสบไม่ได้เป็นเรื่องร้ายเสมอไป
เมื่อ Urolithin A กระตุ้นกลไกดังกล่าว เซลล์เยื่อบุลำไส้จะส่งสัญญาณที่ช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ลำไส้สร้างเมือกที่ช่วยเคลือบผนังลำไส้ เพิ่มการป้องกันเชื้อจุลชีพ และช่วยซ่อมแซมเกราะป้องกันลำไส้ที่เสียหาย
พูดง่าย ๆ คือ Urolithin A ไม่ได้ทำหน้าที่หยุดการอักเสบโดยตรง แต่ช่วยกระตุ้นระบบป้องกันตามธรรมชาติของลำไส้ให้ทำงานอย่างเหมาะสม
นักวิจัยทดสอบกลไกนี้ทั้งในเซลล์ แบบจำลองเนื้อเยื่อลำไส้ การทดลองในสัตว์ และตัวอย่างเนื้อเยื่อจากผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) โดยพบว่า Urolithin A สามารถกระตุ้นกลไกปกป้องลำไส้ในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยได้เช่นกัน
สุขภาพลำไส้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยนี้สะท้อนว่า ประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพลำไส้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากินเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถเปลี่ยนสารจากอาหารให้กลายเป็นสารใหม่ที่ส่งผลต่อเซลล์และระบบภูมิคุ้มกันได้
ความเข้าใจนี้อาจนำไปสู่แนวทางรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่เจาะจงมากขึ้นในอนาคต โดยมุ่งกระตุ้นกลไกที่ช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้ แทนการกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในวงกว้าง
งานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าการกินทับทิม เบอร์รี หรือวอลนัทจะช่วยรักษาโรคลำไส้ได้ แต่เราสามารถดูแลสุขภาพลำไส้ได้จากพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารให้หลากหลาย เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วและเมล็ดพืช ซึ่งเป็นแหล่งใยอาหารที่ช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอและนอนหลับให้เพียงพอ
การดูแลลำไส้ไม่ได้อยู่ที่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้จุลินทรีย์ในลำไส้และร่างกายทำงานร่วมกันได้อย่างสมดุล
อ้างอิง sciencedaily , louisville.edu





