ไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากอาหาร น้ำดื่ม และอากาศ แม้ยังไม่มีวิธี “ดีท็อกซ์” แต่เราสามารถลดการรับเข้าสู่ร่างกายในชีวิตประจำวันได้
KEY POINTS
- ลดการรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายโดยตรง เช่น หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก ลดการดื่มน้ำจากขวดพลาสติก และเลือกใช้ภาชนะแก้วหรือสเตนเลสแทน
- ส่งเสริมกลไกการขับถ่ายตามธรรมชาติของร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และดูแลสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้
- รับประทานอาหารที่มีสารโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ชา โกโก้ และผักหลากสี เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ป้องกันไมโครพลาสติกในอากาศเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการทำความสะอาดบ้าน ดูดฝุ่น และเปิดให้อากาศถ่ายเทเป็นประจำ
ไมโครพลาสติก (Microplastics) เป็นสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้พบได้ในน้ำดื่ม อาหาร ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
โดยทั่วไป ไมโครพลาสติก หมายถึง อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ส่วนอนุภาคที่เล็กลงไปอีกเรียกว่า “นาโนพลาสติก” (Nanoplastics) ซึ่งอาจมีโอกาสผ่านแนวกั้นทางชีวภาพของร่างกายได้มากกว่า
นักวิจัยตรวจพบไมโครและนาโนพลาสติกในตัวอย่างทางชีวภาพหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เลือด อุจจาระ ไปจนถึงเนื้อเยื่อ และพบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสไมโครพลาสติกกับตัวบ่งชี้บางอย่างของการอักเสบ ภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมน
ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีอาหาร อาหารเสริม หรือโปรแกรมดีท็อกซ์ที่สามารถกำจัดไมโครพลาสติกที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือลดการรับไมโครพลาสติกเพิ่ม พร้อมดูแลระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้สามารถทำงานได้ตามปกติ
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจ 5 วิธีที่อาจช่วยลดการสัมผัสไมโครพลาสติก และดูแลร่างกายท่ามกลางโลกที่พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
1. ดูแลระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ
ไมโครพลาสติกส่วนหนึ่งสามารถเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารและถูกขับออกมากับอุจจาระได้
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าไมโครพลาสติกแต่ละขนาดถูกดูดซึม สะสม หรือกำจัดออกจากร่างกายในสัดส่วนเท่าอะไร โดยเฉพาะอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก
ดังนั้น แทนที่จะพยายามหา “สูตรดีท็อกซ์ไมโครพลาสติก” การดูแลการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น การดื่มน้ำให้เพียงพอ กินอาหารที่หลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะพฤติกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมอยู่แล้ว
2. การเพิ่มใยอาหาร อาจช่วยพาอนุภาคออกไปกับอุจจาระได้
ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และเมล็ดพืชต่าง ๆ มีประโยชน์มากกว่าแค่ช่วยเรื่องการขับถ่าย งานวิจัยชี้ว่า “ใยอาหาร” (Dietary Fiber) อาจช่วยจับอนุภาคไมโครพลาสติกในทางเดินอาหาร และพาออกจากร่างกายพร้อมกับอุจจาระได้
งานวิจัยที่ศึกษา ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจากรำข้าวสาลี (Wheat Bran Insoluble Dietary Fiber) พบว่า ใยอาหารสามารถจับและดูดซับอนุภาคไมโครพลาสติกได้ ขณะที่การทดลองในหนูพบว่า ยิ่งได้รับใยอาหารในปริมาณมาก ระดับไมโครพลาสติกที่ตกค้างในลำไส้ก็ยิ่งลดลง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงยังสรุปไม่ได้ว่า การกินรำข้าวสาลีหรืออาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยกำจัดไมโครพลาสติกออกจากร่างกายมนุษย์ได้ในลักษณะเดียวกัน
ถึงอย่างนั้น การเพิ่มไฟเบอร์จากอาหารธรรมชาติยังเป็นพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เพราะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ เพิ่มปริมาณกากอาหาร และส่งเสริมสุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้
3. ดูแลจุลินทรีย์ในลำไส้
อีกแนวทางที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ โปรไบโอติก (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้
งานวิจัยพบว่า แบคทีเรียบางสายพันธุ์อาจสามารถเกาะกับอนุภาคพลาสติก ช่วยลดการคงอยู่ในลำไส้ และเพิ่มการขับออกทางอุจจาระได้ จึงเกิดแนวคิดว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” อาจมีบทบาทต่อวิธีที่ร่างกายจัดการกับอนุภาคเหล่านี้
แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะบอกว่าโปรไบโอติกชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ หรือต้องกินนานแค่ไหน ถึงจะช่วยขับไมโครพลาสติกได้จริง
การกินอาหารที่สนับสนุนสุขภาพลำไส้โดยรวม เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารหมักที่เหมาะสมกับแต่ละคน ยังเป็นแนวทางที่สามารถทำตามได้จริงในชีวิตประจำวัน
4. กินอาหารที่มีโพลีฟีนอล
งานวิจัยพบความเชื่อมโยงของไมโครพลาสติกกับการอักเสบในร่างกายด้วย
หนึ่งในสารอาหารที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ “โพลีฟีนอล” (Polyphenols) สารธรรมชาติที่พบได้ในอาหารจากพืชหลายชนิด เช่น เบอร์รี องุ่น แอปเปิล ทับทิม ชา โกโก้ ถั่ว และผักหลากสี ซึ่งเป็นอาหารที่เราสามารถเพิ่มเข้าไปในมื้อประจำวันได้ง่าย ๆ
งานวิจัยที่ศึกษาผู้ใหญ่ 151 คน พบว่า ผู้ที่ตรวจพบไมโครพลาสติกในอุจจาระในปริมาณมาก มีแนวโน้มพบสัญญาณของการอักเสบในร่างกายสูงขึ้นด้วย จากนั้นนักวิจัยทดลองในผู้ใหญ่อีก 98 คน โดยให้ส่วนผสมของโพลีฟีนอลเป็นเวลา 28 วัน
พบว่า ผู้ที่ได้รับโพลีฟีนอลมีตัวชี้วัดการอักเสบบางชนิดลดลง รวมถึงพบการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ในทิศทางที่ดี
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าโพลีฟีนอลสามารถ “ล้าง” หรือขับไมโครพลาสติกออกจากร่างกายได้ แต่ชี้ให้เห็นว่า อาหารที่มีโพลีฟีนอลอาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบที่สัมพันธ์กับการสัมผัสไมโครพลาสติกได้
5. ป้องกันไมโครพลาสติกเข้าร่างกาย
ในเมื่อปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่พิสูจน์ได้ว่า สามารถกำจัดไมโครพลาสติกออกจากร่างกายได้ การลดปริมาณที่เราสัมผัสและรับเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งที่ทำได้จริงมากกว่า
ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเลิกใช้พลาสติกทุกชนิด แต่อาจเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะภาชนะพลาสติกที่สัมผัสกับอาหารและเครื่องดื่มร้อน เพราะความร้อนอาจทำให้อนุภาคพลาสติกหลุดออกมาได้มากขึ้น
งานวิจัยพบว่า การนำภาชนะพลาสติกบางชนิดเข้าไมโครเวฟสามารถปล่อยไมโครและนาโนพลาสติกได้มากกว่าการเก็บไว้ในตู้เย็นหรือที่อุณหภูมิห้อง ถ้าต้องอุ่นอาหาร ควรเปลี่ยนมาใช้ภาชนะแก้วหรือเซรามิกแทน และควรเลือกเก็บอาหารร้อนหรืออาหารที่มีไขมันสูงในภาชนะแก้วหรือสเตนเลสแทน
การลดการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ แล้วเปลี่ยนไปดื่มน้ำกรองสะอาดแทนก็อาจช่วยลดการสัมผัสไมโครพลาสติกได้เช่นกัน
สำหรับคนที่ชอบดื่มชา อาจต้องสังเกตถุงชาที่ใช้ เพราะถุงชาบางชนิดมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ งานวิจัยพบว่า ถุงชาที่มีไนลอนหรือโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) สามารถปล่อยไมโครและนาโนพลาสติกลงในเครื่องดื่มระหว่างการชง ทางเลือกง่าย ๆ คือใช้ชาแบบใบ (Loose-Leaf Tea) กับที่กรองสเตนเลส หรือเลือกถุงชาที่ไม่มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ
นอกจากนี้ ไมโครพลาสติกไม่ได้เข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่เรายังอาจสูดอนุภาคขนาดเล็กที่ปะปนอยู่ในฝุ่นและอากาศภายในบ้านได้ การเช็ดฝุ่นด้วยผ้าชุบน้ำ ดูดฝุ่นเป็นประจำ และเปิดให้อากาศถ่ายเท เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่อาจช่วยลดการสัมผัสไมโครพลาสติกในชีวิตประจำวันได้
ยังไม่มี “สูตรล้างไมโครพลาสติก” แต่สามารถลดสิ่งที่รับเข้าไปได้
ปัจจุบันเรายังไม่รู้แน่ชัดว่า ไมโครพลาสติกส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน และยังไม่มีอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริมชนิดใดที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถ “ดีท็อกซ์ไมโครพลาสติก” ออกจากร่างกายได้
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้จึงไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงพลาสติกทุกอย่าง แต่เป็นการลดการสัมผัสเท่าที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม่อุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก เลือกใช้แก้วหรือสเตนเลส ลดการดื่มน้ำจากขวดพลาสติก และกินผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารที่มีไฟเบอร์ให้เพียงพอ
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียว เพียงค่อย ๆ ลดการรับไมโครพลาสติกจากสิ่งใกล้ตัว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพได้แล้ว
อ้างอิง verywellhealth





