ในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกพบกับความเปลี่ยนแปลง และความผันผวนมากมาย นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงิน สงครามการค้า ราคาน้ำมัน สงครามการสู้รบจริง ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด
ที่เปลี่ยนบริบททางการค้าการลงทุนอย่างรวดเร็ว รวมถึงโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตทั้งผู้คน และธุรกิจไปมากมาย หากจะมองไปข้างหน้า ยังคงมีความเสี่ยง และความท้าทายรออยู่อีกมาก ในขณะที่รัฐบาล และธนาคารกลางของแต่ละประเทศ กำลังสาละวนสู้รบกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อที่ถดถอย หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น และ supply chain disruption อยู่นั้น อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว และรอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอยู่เช่นกันคือ การถดถอยด้านศักยภาพของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
จากการศึกษาของธนาคารโลกประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ.2011-2021) ต่ำกว่าในทศวรรษก่อนหน้า (ค.ศ.2000-2010) และยังพบว่าอัตราการโตของรายได้ประชาชาติต่อหัวของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาไล่ตามกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ช้าลงในทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาความยากจนของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย จะได้รับการแก้ไขได้ยากขึ้น อีกทั้งทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่จะถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น และยาวจะมีน้อยลง
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูดีในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้นั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากตัวแปรด้านการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการส่งออกสินค้า และการส่งออกบริการซึ่งหมายรวมถึงการท่องเที่ยว แต่ช่วงที่ผ่านมา การค้าโลกไม่สดใส การขยายตัวของเศรษฐกิจจึงเป็นไปได้ยาก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อการค้าโลก ซึ่งถึงแม้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากนี้ แต่เมื่อมองไปข้างหน้าก็ยังไม่เห็นปัจจัยเกื้อหนุนที่เข้มแข็งนัก
เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่จำเป็นในช่วงนี้ไปคือ การลงทุน แต่เป็นเครื่องยนต์การลงทุนนี้ต้องได้รับการซ่อมแซม การศึกษาของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าอัตราการขยายตัวของการลงทุนในทศวรรษนี้ยังคงต่ำกว่าในช่วงสองทศวรรษก่อนหน้าอยู่มาก สำหรับประเทศไทย เราก็ไม่ได้เห็นอัตราการขยายตัวของการลงทุนเป็นเลข 2 หลักมากว่า 10 ปีแล้ว
การลงทุน มีทั้งการลงทุนโดยภาครัฐ และโดยภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐมักจะถูกคาดหวังให้เป็นปัจจัยหลักในการชุบฟื้นเศรษฐกิจ สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวของไทย การลงทุนภาครัฐที่ต้องการ และคาดหวัง คงจะไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน แต่ควรเป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐาน และแต้มต่อ ให้เกิดเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนของภาคเอกชนที่จะตามมา นิยามของการลงทุนภาครัฐในบริบทของวันนี้ จึงควรหมายถึงการลงทุนด้านการพัฒนาคน การพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบริหารจัดการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ น้ำ ไฟฟ้า โทรคมนาคม การปรับปรุงต้นทุน และประสิทธิภาพของภาครัฐ และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมพลังงานสะอาด
ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง การลงทุนภาครัฐดังกล่าวอาจเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เช่น การลงทุนด้านการพัฒนากำลังคน หรือด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม อาจอยู่ในรูปแบบของการให้ทุน การสนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือการร่วมทุน หรือการวางหลักสูตรการศึกษาในลักษณะของการเรียน ‘เท่าที่จำเป็น’ เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอ และทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวสำหรับประเทศกำลังพัฒนา นอกจากเม็ดเงินลงทุนที่ได้แล้ว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะนำมาซึ่งเทคโนโลยี ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเร่งในการก้าวไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนได้เร็วขึ้น
อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถ และการจัดองคาพยพของประเทศกำลังพัฒนาในการดูดซับเทคโนโลยีนั้น อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศด้วยข้อเสนอด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีคงจะมีข้อจำกัดมากขึ้น สืบเนื่องจากความพยายามแก้ไขปัญหาที่บริษัทข้ามชาติเลี่ยงภาษีโดยวิธีการด้านฐานภาษี และโยกย้ายกำไร ภายใต้ความร่วมมือของประเทศสมาชิก OECD ซึ่งไทยเข้าร่วมเป็นภาคีด้วย ได้เกิดข้อตกลง Global Anti-Base Erosion Rules ขึ้น โดยมีสาระสำคัญหนึ่งคือ การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากอัตราภาษีขั้นต่ำ หากอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในแต่ละประเทศนั้นมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมของบริษัทข้ามชาติในประเทศต่างๆ ในด้านการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดโครงสร้างการลงทุน รวมไปถึงการโยกย้ายกำไรระหว่างประเทศ แล้วต่อไปประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่น ในการใช้มาตรการจูงใจทางภาษีหรือชักจูงการลงทุนด้วยข้อเสนอพิเศษอะไร คงต้องขออนุญาตเขียนอีก และย้ำต่ออีกว่า มาตรการด้านคุณภาพ และพื้นฐานที่แข็งแกร่งของทรัพยากรมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการมีกฎระเบียบที่ดีและทันสมัย จะเป็นจุดคานงัดที่สำคัญ และยั่งยืนสำหรับการดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะพาเศรษฐกิจไทยไปต่อยาวๆ ได้คือ การเสริมสร้างภาคบริการใหม่ของประเทศ ในขณะที่หลายภาคส่วนกำลังพยายามผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรม S Curve เพื่อสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ไทยต้องเผชิญสำหรับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดโลก คือ เรื่อง ‘มาตรฐาน’ การให้บริการด้านการทดลอง ทดสอบ คุณภาพ และมาตรฐานต่างๆ ซึ่งอาจหมายรวมถึงการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ด้วย จะเป็นภาคบริการใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของประเทศไทยได้ในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์









