วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอการค้าไทย ชู เวที IMF–World Bank 2026 ดันความเชื่อมั่น ต่อยอดลงทุนระยะยาว

หอการค้าไทยชี้เวที IMF–World Bank 2026 ตอกย้ำศักยภาพไทยบนเวทีโลก พร้อมเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นสู่การลงทุนและการเติบโตระยะยาว คาดเงินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท แนะต่อยอดความสำเร็จผ่าน 3 แนวทาง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • หอการค้าไทย  ชี้  การที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ปี 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก
  • คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจระยะสั้นไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว
  • ภาคเอกชนมองว่าเป็นโอกาสผลักดันบทบาทไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือจุดเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลก
  • หอการค้าไทยเสนอต่อยอดความสำเร็จเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับผู้ประกอบการ และสานต่อความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากแวดวงการเงินและการลงทุนทั่วโลก อีกทั้งเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการจัดประชุมระดับนานาชาติ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ตลอดระยะเวลา 4 วันของการประชุม ผู้แทนระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสื่อมวลชนจากกว่า 191 ประเทศ ได้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของไทยในการจัดงานระดับโลก โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิด “ความเป็นไทยแบบสากล” (Global Thainess) ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีจุดแข็งมากกว่าศิลปวัฒนธรรมและอาหาร แต่ยังสามารถนำเสนอ Soft Power ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล ควบคู่กับความยั่งยืน ผ่านการต้อนรับที่อบอุ่น ระบบโลจิสติกส์และการเดินทาง มาตรฐานความปลอดภัย และอาหารไทยที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพ ตลอดจนการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับวาระการพัฒนาของโลก ภายใต้แนวคิด “Country's Agenda: Entering New Horizons, Empowering People, Building Resilience”

ทั้งนี้ หอการค้าไทยประเมินว่า การประชุมที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 19,000 คน และเมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า 30,000 คน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท โดยกระจายรายได้ไปยังภาคบริการ โรงแรม ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร การขนส่ง ธุรกิจค้าปลีก และแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

ดร.พจน์ กล่าวว่า การเดินทางเข้าร่วมประชุมของผู้นำองค์กรการเงิน คณะทำงาน และสื่อมวลชนต่างชาติจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทันที พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมการประชุมและการจัดนิทรรศการ (MICE) ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการประชุมและสัมมนา (World-Class MICE Destination) ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่รองรับการจัดงานระดับนานาชาติ

สำหรับผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนระยะยาว ภาคเอกชนมองว่าความสำเร็จของการประชุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือประเทศที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลก ตามแนวทางที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง

บทบาทดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ที่ไทยมีศักยภาพต่อยอดได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 3.1% และความท้าทายจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยไทยมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ เสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของธนาคารโลกมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037) โดยธนาคารโลกเน้นย้ำบทบาทของภาคเอกชนในฐานะกลไกหลักในการสร้างงานและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนไทยพร้อมร่วมมือกับภาครัฐผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Joint Public-Private Action) เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส วินัยทางการเงินการคลัง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว

ดร.พจน์ กล่าวว่า  อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และ World Bank จัดทำขึ้น เพื่อเป็นกรอบแนวทางระดับสากลในการรับมือกับการทุจริตทางการเงินดิจิทัล ครอบคลุม 12 แนวทางสำคัญ ทั้งการป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกง การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทาง “Zero Corruption” ที่หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยเดินหน้าผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการตั้งรับความเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่การกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยการต่อยอดจุดแข็งเดิมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมส่งเสริมการลงทุนที่นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสใหม่ ๆ มาสู่ผู้ประกอบการไทย

ดร.พจน์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานระยะต่อไป ภาคเอกชนต้องการต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งนี้ ให้เปลี่ยนเสียงชื่นชมและกรอบนโยบายระดับโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ และการเติบโตที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1.เปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Driven) โดยปรับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ นวัตกรรมเกษตรและอาหาร (AgTech) รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (ESG/BCG) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

2.เร่งยกระดับผู้ประกอบการ MSME และทักษะแรงงาน ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล เทคโนโลยี AI และแหล่งเงินทุนสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและแข่งขันในเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

3.สานต่อความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว นวัตกรรมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ตลอด 4 วันที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยมีศักยภาพ วิสัยทัศน์ และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติที่ได้มาตรฐาน ประเทศไทยไม่ได้มีดีเพียงรอยยิ้มและการบริการ แต่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยแบบสากลที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้จะต้องต่อยอดไปสู่ความเชื่อมั่น เม็ดเงินลงทุน และการสร้างงานคุณภาพสูงให้แก่คนไทยในอนาคต”ดร.พจน์ กล่าว