วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“นโยบายข้าว”จุดพลิก-เปลี่ยนชีวิต การเมืองและชาวนา

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประชาชนและชาวนาไทยที่สามารถเลือกอนาคตของตัวเองได้ ซึ่งอนาคตที่ว่านี้ไม่มีใครผิด ใครถูก แต่เป็นการเลือกสิ่งที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล

“นโยบายข้าว”มีความสำคัญต่อชาวนามากไม่แพ้อาชีพอื่นต่างกันแค่ชาวนามีจำนวนมากกว่าเท่านั้น

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่า 60 ล้านไร่ และมีชาวนาที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวกับภาครัฐมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน หากคำนวนครัวเรือนละ 5 คน ก็จะมีประชากรที่มีอาชีพ“ทำนา” หรือเกี่ยวข้องกับเรื่อง“ข้าว”มากถึง 20 ล้านคน นี่คือกลุ่ม“โหวตเตอร์”ที่มีประเด็นทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือ“นโยบายเรื่องข้าว” ซึ่งพรรคการเมืองควรเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของชาวนาก่อนเดินหน้าประกาศนโยบายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

เมื่อ20 มี.ค. 2566พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)ซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนเข้าสู่สถานะ“รัฐบาลรักษาการ” หลังการประกาศยุบสภาเกิดขึ้นในวันเดียวกันนั่นเอง

ผลการประชุมเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2566สำหรับพื้นที่เอาประกันภัย Tier 1 และพื้นที่ Tier 2 รวมจำนวนประมาณ 22 ล้านไร่วงเงินงบประมาณ 1,647.43 ล้านบาท

ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่ามตินบข. ที่เห็นชอบให้มีการประกันภัยนาข้าวนั้น ถือว่ายังไม่ตรงกับความต้องการของชาวนา เนื่องจากการประกันภัยครอบคลุมเฉพาะเรื่องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ระบุถึงราคาผลผลิตที่เกษตรกรได้รับ

“ในเมื่อปี 2566 ไม่มีการประกันรายได้แล้ว ก็ควรมีโครงการอื่นมาทดแทนที่สร้างความมั่นใจด้านราคาให้กับเกษตรกร อีกทั้งโครงการประกันรายได้ในปี 2565 นั้นใช้เงินน้อยมากเพราะราคาข้าวสูงเกินราคาประกัน ดังนั้นเกษตรกรจึงอยากเห็นมาตรการอื่นที่ทำให้เห็นความชัดเจนของราคาข้าว”

ภายหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มาบริหาร คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวให้สอดคล้องกับมติพรรค จึงอยากจะฝากไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คิดและออกมาตรการ เหมาะสมกว่านี้โดยควรให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ขยายแหล่งน้ำ ลดปัจจัยการผลิต และระบุสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการด้วย

สำหรับสถานการณ์ด้านราคา ณ วันที่ 16 มี.ค. 2566 เทียบกับปีก่อน ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเพิ่มขึ้น 16% ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเพิ่มขึ้น 23% ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้น 17% และข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาเพิ่มขึ้น 7%

โดยปัจจัยที่กระทบต่อราคาข้าวด้านปัจจัยบวก ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับ ค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 34 -35 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ค่าขนส่งและค่าตู้คอนเทนเนอร์ปรับตัวลดลง ผลผลิตของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย มีปริมาณจำกัด

ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างผันผวน ซึ่งหากค่าเงินบาทแข็งค่าอาจกระทบต่อราคาและการส่งออกข้าวไทย

การขับเคลื่อนนโยบายข้าวมีนัยที่สำคัญต่อผลสำเร็จของผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่หากนโยบายโดนใจชาวนา ก็เท่ากับเป็นการ“ซื้อใจ”ไม่ต้อง“ซื้อเสียง”แลกคะแนนจากโหวตเตอร์กลุ่มใหญ่ที่สามารถชี้จุดพลิกเปลี่ยนชีวิตทั้งพรรคการเมืองและตัวชาวนาเองด้วย