TASTEBUD LAB จับมือเครือข่ายระดับโลก Global Flagship Initiative for Food Security ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารแห่งภูมิภาคเอเชีย
KEY POINTS
- TASTEBUD LAB ร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อปลดล็อกแหล่งเงินทุนที่มุ่งเน้นความมั่นคงทางอาหารโดยเฉพาะ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นฮับความมั่นคงทางอาหารเอเชีย
- ใช้แพลตฟอร์ม Future Food Hub เป็นฐานสำหรับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารจากต่างประเทศ พร้อมเสนอตั้งกองทุน "Catalytic Layer Fund" เพื่อปิดช่องว่างเงินทุนให้สตาร์ตอัปไทย
- ตั้งเป้าใน 3-5 ปี ให้ไทยสามารถส่งออกโซลูชันด้านการเกษตรและการแปรรูปครบวงจร (Full Value Chain Solution) ไปยังตลาดโลก เช่น ทวีปแอฟริกา
แก้โจทย์ความมั่นคงทางอาหาร ปลดล็อกทุนยั่งยืนระดับโลก
จากประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) มากว่า 10 ปี นายสันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมโต๊ะกลมระดับผู้บริหาร (Executive Roundtable) หัวข้อ "From Dialogue to Investment" ว่า
โครงสร้างการส่งเสริมอาหารอนาคตในอดีตมุ่งเน้นเพียงมิติการเติบโตเชิงพาณิชย์ของสตาร์ตอัป การระดมทุนจากกองทุน หรือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก ทว่ายังขาดการสนับสนุนระบบอาหาร (Food System) ในมิติความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อย่างแท้จริง
จากการเข้าร่วมการประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ทำให้เห็นวิกฤติความมั่นคงทางอาหารในทวีปแอฟริกาที่มีการนำเข้าอาหารสูงถึง 98-99%
การประชุมได้นำไปสู่การหารือร่วมกับ ดร. Conrad Rein เลขาธิการ Global Flagship Initiative for Food Security ซึ่งดำเนินงานภายใต้ Crop Trust เพื่อร่วมมือในการปลดล็อกแหล่งเงินทุนระดับโลกสำหรับตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร
แหล่งเงินทุนสำหรับความมั่นคงทางอาหาร จะเป็นรูปแบบเงินทุนที่แตกต่างจาก Venture Capital (VC), Private Equity (PE) หรือ Angel Investor โดยสิ้นเชิง เนื่องจากมิได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่เน้นการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางอาหาร
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การสร้างงาน และการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
“ตัวอย่างเช่น ในแอฟริกา แม้ยังไม่ได้พูดถึงโลกสตาร์ตอัปมากนัก แต่ได้รับเงินจากสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ไปลงทุนในโครงการที่ช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรและปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเป็นการลงทุนเพื่อผู้คนและการสร้างงาน มิใช่เพื่อผลตอบแทนทางการเงิน”
ดึงยักษ์ใหญ่-สถาบันการเงินโลก ปักหมุดไทยศูนย์กลางระบบอาหารเอเชีย
นายสันติ ระบุว่า ดร.คอนราดได้เดินทางมาร่วมการประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่ประเทศไทย และพูดถึงประเด็นการระดมทุนในมุมนี้เช่นกัน ขณะที่หลายหน่วยงาน อาทิ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งอยู่ระหว่างหารือร่วมกัน เป็นสมาชิกของ Global Flagship และสนใจผลักดันโครงการในเอเชีย
ไทยจึงขอเข้าเป็นสมาชิก และเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมกำหนดโจทย์ว่าจะใช้ประโยชน์จากโครงการริเริ่มและเงินทุนที่ปลดล็อกได้อย่างไร
ใช้ Future Food Hub เป็นแพลตฟอร์ม
สำหรับประเทศไทย Future Food Hub ได้สร้างความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านด้านสุขภาพและอาหาร นำแพลตฟอร์มมาใช้รองรับองค์กรและสตาร์ตอัปต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และเทคโนโลยีอาหาร (BioTech, HealthTech, FoodTech) เพื่อเข้ามาขยายขนาดธุรกิจ (Scale Up) เช่น ตั้งสำนักงาน และสร้างความร่วมมือผ่านกิจกรรมต่างๆ
หลังจากนี้ เมื่อมีการหารือโครงการริเริ่มกับหน่วยงานให้ทุน จะทำให้ผู้ที่อยู่ในฮับหรือสนใจร่วมมือ สามารถทำโครงการร่วมกันได้
ต่อยอดโมเมนตัมจากการประชุม IMF-World Bank
นายสันติกล่าวถึงความคาดหวังในระดับมหภาคว่า การประชุม IMF-World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ต้นปี ทำให้เกิดความตื่นตัวในกลุ่มฟิวเจอร์ฟู้ดและระบบอาหาร จนกระทั่งประเด็นความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นวาระที่ใกล้ตัวหน่วยงานเหล่านี้
นอกจากนี้ ผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศรายหนึ่งซึ่งเน้นพูดเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังระบุว่า เกษตร การท่องเที่ยว และสุขภาพ เป็นโอกาสของไทย
การหารือครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 15 คน แต่มีผู้เข้าร่วมจริงราว 25-26 คน และหลายหน่วยงานที่ ดร.คอนราดรับฟัง เห็นประโยชน์ของการสร้างความร่วมมือ รวมทั้งเห็นโอกาสที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านความมั่นคงทางอาหาร และดึงบริษัทระดับโลก เช่น ไบเออร์ (Bayer) มาลงทุนหรือเข้าร่วมพัฒนาโครงการ
นิยามใหม่ "ความมั่นคงทางอาหาร" มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-SDG Goal 2
นายสันติ ได้ให้นิยามคำว่า ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตอาหารให้เพียงพอ แต่ต้องครอบคลุมถึงการทำให้ผู้คนในระบบอาหารมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการสูงในราคาที่เหมาะสม (Affordable & Accessible Food)
เพื่อสอดรับกับเทรนด์การมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว (Longevity) ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อที่ 2 (SDG Goal 2: Zero Hunger)
ดันแผน 3-5 ปี ส่งออก "โซลูชันเกษตร-แปรรูป" สู่ตลาดโลก
ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า นายสันติต้องการเห็นไทยเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์สำคัญของเอเชีย ที่มีโปรแกรมหรือโครงการสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และนำโครงการที่ดีไปเป็นโซลูชันเพื่อทำงานร่วมกับแอฟริกาได้
นั่นหมายความว่า ในอนาคตไทยอาจไม่ได้เพียงส่งออกสตาร์ตอัปไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ส่งออกโซลูชันทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Full Value Chain Solution) ตั้งแต่ปัจจัยการเกษตร ระบบเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงการส่งต่อ
เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีและการเข้าถึงอาหารในทวีปแอฟริกา ให้เป็นโมเดลต้นแบบ (Role Model) ด้านระบบอาหารของโลก ที่ไทยร่วมขับเคลื่อน
"Catalytic Layer Fund" ปิดช่องว่างเงินทุนสตาร์ตอัปดันสู่เชิงพาณิชย์
หนึ่งในกลไกสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งสร้าง คือการแก้ไขปัญหาช่องว่างทางการเงิน (Funding Gap) ในระบบนิเวศสตาร์ตอัป โดยปัจจุบันภาครัฐมีเงินทุนอุดหนุน (Grant) แก่การทำวิจัยและสตาร์ตอัประยะเริ่มต้น (วงเงินประมาณ 100,000 - 1,500,000 บาท) แต่ยังขาดกลไกเงินทุนที่จะส่งต่อสตาร์ตอัปเหล่านี้ให้เติบโตไปสู่ระดับองค์กรใหญ่หรือเข้าถึงทุนระดับ VC ได้
นายสันติ จึงเสนอแนวคิดการจัดตั้ง "Catalytic Layer Fund" (กองทุนเร่งปฏิกิริยา) เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instrument) เข้ามาปิดช่องว่างดังกล่าว
โดยเน้นสนับสนุนสตาร์ตอัปในระยะ Pre-Series A และ Series A ผ่านการผสมผสานเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย
เช่น นวัตกรรมการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Finance), การร่วมลงทุน (Co-Investment) และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ (Special Loans) จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และเร่งส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“หากไม่มีกองทุนดังกล่าว นักลงทุนระดับบนจะมองว่ายังเสี่ยงเกินไป ขณะที่ทุนระดับล่างให้ได้เพียงระดับหนึ่งแล้วสิ้นสุดลง”
สำหรับ Catalytic Layer Fund มาจากการศึกษาร่วมกับ ADB, World Bank และหลายหน่วยงานตั้งแต่ต้นปี รวมถึงเวทีอินเวสต์เมนต์ฟอรัมที่จัดเป็นกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมประจำปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ร่วมกับ Global Flagship Initiative for Food Security จัดการประชุมโต๊ะกลมระดับผู้บริหาร (Executive Roundtable) ภายใต้หัวข้อ "From Dialogue to Investment" ขึ้น ณ Future Food Hub กรุงเทพมหานคร ได้รับเกียรติจาก ดร. Conrad Rein เป็นองค์ปาฐกหลัก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระดับนานาชาติและภาคเอกชนกว่า 20 องค์กร
อาทิ Bayer Foundation, UNIDO, สมาคมไทยผู้ลงทุนในธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TBAN), สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, Institute of Agro-based Industries, the Federation of Thai Industries,
ธนาคารยูโอบี (UOB Thailand FinLab), Boon Ventures Company Limited, United Nations Capital Development Fund, Vectors Capital, the Eastern Economic Corridor และหน่วยงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA)
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือถึงช่องว่างด้านเงินทุนที่สำคัญในระบบอาหารของประเทศไทย โดยอ้างอิงผลการศึกษาร่วมกับธนาคารโลกและ FutureTales Lab ซึ่ง TASTEBUD LAB มีส่วนร่วมในกระบวนการให้ข้อมูลเชิงลึก





