วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เศรษฐา”เดิมพันหัวใจให้ประชาชน ร่วมคิดใหญ่“เพื่อไทย”ในสายการเมือง

การเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในพ.ค.นี้ เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็น"ผู้เลือก" ซึ่งเชื่อว่าหลายคนมีความพร้อมด้วยเหตุผลต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจก็ตาม

ขณะที่ในฝั่ง “ผู้ที่ถูกเลือก" อย่าง เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(Market Cap)ถึง 29,863 ล้านบาท และสร้างผลกำไรสุทธิเมื่อปี 2565 มูลค่าถึง 4,279 ล้านบาท กำลังเริ่มเดิมพันครั้งใหม่ของชีวิต 

ความสำเร็จในวงการธุรกิจจะสามารถนำมาต่อยอดเป็นความสำเร็จทางการเมืองได้จริง หรือเรื่องของธุรกิจและการเมืองเป็นคนละบททดสอบที่แตกต่างกันสุดขั้ว แม้ยังไม่มีคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จแต่ “เศรษฐา” ก็ไม่ได้รอคำตอบนั้นโดยล่าสุดได้ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ลงชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน ”  เขียน ณ วันที่ 8 มี.ค. 2566  ข้อความระบุถึง ผู้บริหาร เพื่อนพนักงานในเครือแสนสิริทุกท่าน พร้อมระบุว่า  ในฐานะพนักงานแสนสิริคนหนึ่ง ผมได้แสดงจุดยืนในประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารประเทศมาโดยตลอดผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า แสนสิริ ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ทั้งในบทบาทของภาคเอกชน และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

“ จุดยืนดังกล่าวได้หล่อหลอมความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างแน่วแน่ และก่อให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะลงมือขยายผลให้ขอบเขตกว้างยิ่งขึ้นไปอีก”

ในวันนี้ ผมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งเป็นโอกาสที่ผมจะได้ช่วยผลักดันประเทศไทยให้ดีขึ้นในเชิงโครงสร้างและนโยบาย ผมมีความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยให้มุ่งไปข้างหน้า เร่งพัฒนาให้ประเทศไทยกลับมายิ่งใหญ่ในสายตาประชาคมโลก และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาส ซึ่งปรากฏมากขึ้นเหลือเกินในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ผมมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นสถานที่ ที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับคนไทยทุกคน รวมถึงแขกที่มาเยือนจากทั่วโลก

เพื่อทุ่มเทให้กับหน้าที่ใหม่นี้ ผมตัดสินใจที่จะลางานชั่วคราวโดยไม่ขอรับค่าตอบแทน เพื่อไปลงมือทำงานพัฒนาประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนที่ผมได้นำเพื่อนพนักงานทุกท่านช่วยเหลือสังคมผ่านแสนสิริมาโดยตลอด ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผู้บริหาร และเพื่อนพนักงานจะให้การสนับสนุนความตั้งใจของผมในครั้งนี้

ผมขอฝากแสนสิริไว้ในมือของผู้บริหาร และเพื่อนพนักงาน ผมเชื่อมั่นในความสามารถ และประสบการณ์ของพวกเราทุกคนที่จะขับเคลื่อนให้แสนสิริก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง และนำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือสังคมต่อไปอย่างที่แสนสิริเคยเป็นเสมอมา

สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความจริงใจกับผู้บริหาร เพื่อนพนักงาน ผู้ถือหุ้น และภาคสังคม ว่าทุกความรับผิดชอบที่ผมได้รับมอบหมายมานั้น ผมมีความตั้งใจที่จะลงมือทำอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยคือ อนาคตของพวกเราทุกคน 

จากเนื้อหาในจดหมายสอดคล้องกับคำปราศรัยที่เศรษฐา กล่าวในการลงพื้นที่ครั้งแรกในฐานะนักการเมืองเต็มตัวพร้อมผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ที่ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนบริเวณ ชุมชน 70 ไร่ เขตคลองเตย สาระสำคัญโดยสรุประบุว่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคตอนนี้ แต่ส่วนในอนาคตจะเป็นอะไรเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรค แต่ตอนนี้มาเพื่อพบประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าพรรคได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมารับฟังปัญหาแล้วจะนำกลับไปคุยกันในพรรคอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาหาประชาชนอีกรอบ และบอกได้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ 

“คงไม่สามารถสัญญาได้ทุกข้อแต่แน่นอนเราจะทำได้บางข้อ และจากที่เห็นแววตา และสีหน้าหลายคน ปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ไข และเป็นความกังวลใจของหลายคนคือ สังคมเหลื่อมล้ำสูงเหลือเกิน และที่จับประเด็นได้อีกก็คือ ปัญหาค่าแรงซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของพรรคที่สัญญาว่า ปี 2570 ถ้าเราได้ฉันทามติในการจัดการประเทศเชื่อว่า ต่อให้ค่าแรงที่สูงกว่า 600 บาทก็ทำได้แน่นอน เพราะคนเย็บผ้า คนทำความสะอาด สังคมต้องการจึงต้องให้เกียรติกัน และต้องค่าตอบแทนที่เหมาะสมด้วย ”

    ทั้งนี้ เพื่อไทยมีนโยบาย ทั้ง 2 ด้านคือ การสร้างรายได้ ซึ่งแผนผลักดันเศรษฐกิจเติบโต ปีละ 5% จะช่วยให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งคือ การควบคุมค่าใช้จ่ายทั้ง ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า ก็เป็นงานลำดับที่สำคัญสูงสุดเช่นกัน 

        สำหรับแผนการทำงานหลังปลดภาระทางธุรกิจ และลุยงานทางการเมืองเต็มกำลังเศรษฐามีแผนจะพยายามไปให้ครบทุกพื้นที่ ทุกเวทีทุกจังหวัด ในขั้นตอนแรกขอลงพื้นที่ไปฟังปัญหาเพื่อที่จะได้รวบรวมข้อมูลมาถกกันในพรรคเพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งนโยบายจะทยอยคลอดออกมาเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์การเป็นนักธุรกิจ จะขายภาพของตนเองอย่างไรให้เข้าถึงชาวบ้าน เศรษฐา ระบุว่า ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องของการขายแต่เป็นเรื่องของการเก็บข้อมูล เป็นเรื่องการ เข้าใจชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนมีความต้องการอะไร หน้าที่ของตนคือ การไปขยายนโยบายของพรรค เอาตัวตนตัวเองลงไปเพื่อแสดงความจริงใจอยากแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนยกระดับความเป็นอยู่

     “ผมเป็นนักธุรกิจมาก่อน การเข้ามาสู่มิติใหม่ในช่วงชีวิตนี้ ถ้าผมจะบอกว่าไม่กลัวเลยคงเป็นการโกหก แต่ผมว่าถึงเวลาแล้ว หน้าที่ที่ผู้ชายคนหนึ่งสะสมประสบการณ์มา 30 กว่าปี อยากที่จะนำเสนอตัวเองในพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีนโยบายตรงใจประชาชนมาโดยตลอด ผมก็มั่นใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ก็ขอโอกาสแล้วกัน”

ในสนามการเมืองมีเงื่อนไข และกติกาที่ต่างไปจากสนามธุรกิจ ขณะเดียวกันสนามชีวิตของประชาชนก็มีเงื่อนไข และกติกาที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีกการจะเอาชนะการเลือกตั้งคือ การเอาชนะใจประชาชน ที่คงต้องใช้วิธี “ใจแลกใจ” เพื่อประเทศไทยพัฒนาได้อย่างแท้จริงสืบไป 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์