วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘UPOV 1991’ยังอยู่ช่วงศึกษา คู่ขนานการเจรจาการค้า ชู' พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช'ดูแลสิทธิเกษตรไทย

ส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ระบุว่าUPOV 1991 คือ “อนุสัญญาสากลว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่” ที่ยกระดับสิทธิประโยชน์และทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้พัฒนาพันธุ์พืช เพื่อดึงดูดใจให้เอกชนและนักวิจัยเข้ามาทุ่มงบพัฒนา “พืชพันธุ์แกร่ง” ที่ทนแล้ง ทนโรค และให้ผลผลิตสูงสู้กับสภาพอากาศแปรปรวน

สาเหตุที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้ก็เพราะประเด็นนี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “ข้อเสนอสำคัญ” บนโต๊ะเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง ไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนกันอย่างเข้มข้น ซึ่งการเจรจาล่าสุดคือ รอบที่ 10 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย. ถึง 6 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมาณ จังหวัดภูเก็ต และสองฝ่ายกำหนดตั้งเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2569

          นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ในกรอบการเจรจากับสหภาพยุโรปว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการอย่างชัดเจนให้กรมวิชาการเกษตรศึกษารายละเอียด ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างรอบด้าน

        ที่สำคัญที่สุดคือต้องจัดรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มากที่สุด โดยปัจจุบันยังไม่มีการพิจารณาหรือเจรจาตกลงกับฝ่ายใดทั้งสิ้น หากผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่าประชาชนและเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมยึดภารกิจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยและเกษตรกรเป็นสำคัญ 

สำหรับข้อถกเถียงเกี่ยวกับอนุสัญญา UPOV1991 แบ่งออกเป็น 2 มุมมองสำคัญ คือ มิติโอกาสทางการค้า ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า UPOV1991 เป็นกรอบสากลที่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนากลายเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรไทยแข่งขันในตลาดโลกได้

มิติการปกป้องวิถีเกษตรกรรมไทย ปัจจุบันประเทศไทยบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเน้นสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ใหม่ ควบคู่ไปกับการปกป้องคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชชุมชน มีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) และให้สิทธิเกษตรกร (Farmer’s Privilege) ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้อย่างอิสระ 

        ด้าน นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นศึกษาข้อมูล และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน ทั้งในระดับกรมฯ กระทรวงฯ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา รวมถึงการเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวล ทั้งนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังคงทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและการเพาะปลูกของเกษตรกรไทยอย่างสมบูรณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ มาตรา 5 ของอนุสัญญา UPOV 1991 (Conditions of Protection) ระุบถึงเงื่อนไขในการคุ้มครอง ไว้ว่า (1) [หลักเกณฑ์] นักปรับปรุงพันธุ์จะได้รับสิทธิต่อเมื่อพันธุ์พืชนั้นมี (i) ความใหม่(ii) ลักษณะประจำพันธุ์ที่แตกต่างจากพันธุ์อื่น(iii) ความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ และ(iv) ความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์

(2) [เงื่อนไขอื่น ๆ] การได้รับสิทธินักปรับปรุงพันธุ์จะต้องไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่นอกเหนือหรือที่แตกต่างไปจากเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในเรื่องการตั้งชื่อพันธุ์ตามบทบัญญัติในมาตรา 20 ซึ่งผู้ยื่นขอได้ปฏิบัติตามวิธีการที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายของภาคีสมาชิกที่ไปยื่นคำขอ และมีการชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด

ส่วนมาตรา 6 ความใหม่ (1) [หลักเกณฑ์] พันธุ์พืชจะถือว่ามีความใหม่ก็ต่อเมื่อ ณ วันที่ยื่นคำขอคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ยังไม่มีการขายหรือแจกจ่ายส่วนขยายพันธุ์หรือสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ไปให้แก่บุคคลอื่น

ท่ามกลางความกังวลของสังคมต่อการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมายืนยันเจตนารมณ์ในการปกป้องสิทธิเกษตรกรไทย พร้อมกางกระบวนการพิจารณาเชิงลึกอย่างรอบคอบและเปิดกว้าง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย