จับตา "คลัง" ร่วมกับธนาคารโลก ลงนามความร่วมมือ "เมืองคาร์บอนต่ำ" ส่งเสริมการเงินสีเขียว-สร้างงานรายได้สูง เร่งระดมทุนจากภาคเอกชน อุดหนุนติดตั้งโซลาร์-พัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต ฝั่งธนาคารโลกปรับบทบาทจากผู้ให้กู้ เป็นตัวกลางเชื่อมโยงโครงการสีเขียวกับนักลงทุน ช่วยออกแบบกลไกทางการเงิน
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ "Financing a Resilient Green Economy" นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ทั้งนี้ นายสันติธาร กล่าวว่า วันนี้ เวลา 15.30น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก จะร่วมเป็นประธานในพิธีลงนาม “LOW CARBON CITIES AND ENERGY SECURITY – BUILDING SYSTEM AT SCALE: Mobilizing Private Capital. Creating Jobs.” ภายใต้ความร่วมมือ 3 ฉบับ ได้แก่
- ฉบับที่ 1: Policy and Transition (Just Transition to Thailand’s Low-Carbon Economy) ระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย
- ฉบับที่ 2: Corporate Demand & Market Creation (Low Carbon Cities (LCC) and Carbon Market Development) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ธนาคารกรุงไทย, แกร็บ ประเทศไทย, ACEIS Electric and Power และ Driver AI
- ฉบับที่ 3: Industrial Scale-Up (I-SPARK – Low-Carbon Industrial Investment) ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกรุงไทย
โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นการสร้างกลไกการเงินที่มุ่งเน้นการระดมทุนจากภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสีเขียวต่าง ๆ เช่น ลงทุนปรับปรุงอาคาร และโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงเขตอุตสาหกรรมสำคัญ ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และระบบจัดการพลังงาน
ควบคู่กับการนำระบบวัด ตรวจสอบ และรายงานผลดิจิทัล หรือ Digital MRV มาใช้จัดทำใบรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อจำหน่ายแก่ผู้ซื้อในระดับสากล ซึ่งจะช่วยเร่งพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทยให้เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาว
ในการนี้ ธนาคารโลกได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียง "ผู้ปล่อยกู้" ไปสู่การเป็น ตัวกลางสร้างความเชื่อมั่น ที่ทำหน้าที่ "จับคู่" เชื่อมโยงระหว่างประเทศหรือองค์กรที่มีโครงการพัฒนาสีเขียว กับกลุ่มนักลงทุนและแหล่งเงินทุนสากล
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกจะร่วมออกแบบกลไกทางการเงิน เครื่องมือค้ำประกันความเสี่ยง และมาตรการกำกับดูแล เพื่อเปลี่ยนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความคุ้มค่าทางการเงิน (Bankable Projects) ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการ Low Carbon City
รวมถึงให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ และแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อเชื่อมโยงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างงานยั่งยืน
‘สันติธาร’ ชู 3 ยุทธศาสตร์ เดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว
สำหรับเหตุผลและความจำเป็น นายสันติธาร ชี้ให้เห็นว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงเกือบ 10% ของจีดีพี ดังนั้น ความผันผวนของราคาพลังงานโลก ยิ่งเร่งให้การสร้างความยืดหยุ่น และการเปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจสีเขียว" ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ผ่านยุทธศาสตร์การคลัง 3 เสาหลัก ได้แก่
- สร้างเสถียรภาพ ด้วยการปรับเปลี่ยนจากนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานโดยรวม มาเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบตรงจุดเพื่อตัดวงจรความผันผวนทางการคลังจากราคาน้ำมันโลก
- เร่งการเปลี่ยนผ่าน โดยใช้มาตรการจูงใจทางการคลังสนับสนุนติดตั้งโซลาร์ครัวเรือน พร้อมปลดล็อกโครงข่ายไฟฟ้าเสรี เพื่อยกระดับประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้า ไปสู่การเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงาน (Prosumer)
- การลงทุนระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) และพัฒนากลไกการเงินที่ช่วยดึงดูดทุนเอกชนอย่างโครงการ “Low Carbon City”
ลดอุปสรรค ให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
นายสันติธาร กล่าวต่อไปว่า การจะบรรลุเป้าหมายการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาด้านเงินทุนเท่านั้น แต่ยังต้องเร่งส่งเสริมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- สร้างการตระหนักรู้เชิงลึก (Climate intelligence) เกี่ยวกับการเงินสีเขียวและการปรับตัวต่อภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินความเสี่ยง และแนวทางปรับตัว
- กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจ โดยอ้างอิงตาม ระดับความเสี่ยงของลูกหนี้หรือผู้กู้ยืม และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนที่ลดทอนความสามารถ หรือแรงจูงใจในการปรับตัว
- ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมสร้างโครงการที่คุ้มค่าแก่การลงทุน รวมถึงยึดหลักการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างแรงงานและความไม่สอดคล้องของทักษะ ซึ่งไม่เพียงช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางอาชีพที่มีรายได้สูงหรือ "มนุษย์ทองคำ" ให้แก่แรงงานรุ่นใหม่อีกด้วย





