“ธนาคารกลางปากีสถาน” ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 1% สู่ระดับ 22% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูง หวังขอรับเงินทุนจาก “IMF” หนีตายผิดนัดชำระหนี้นอกระบบราว 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.59 แสนล้านบาท)
Key Points
- ธนาคารกลางปากีสถานขยับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 1% สู่ระดับ 22% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง
- การขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ เพื่อหวังให้ได้รับเงินสนับสนุนจากทางไอเอ็มเอฟ
- หุ้น-พันธบัตร ปากีสถานปรับตัวขึ้นสดใส เพราะนักลงทุนมองบวกว่าจะได้รับเงินทุนจากไอเอ็มเอฟ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานวันนี้ (27 มิ.ย.) ว่า ธนาคารกลางของปากีสถานขึ้น อัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน สู่ระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขัดแย้งกับคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์ หลังการประชุมแบบฉุกเฉินเมื่อวานนี้ เนื่องจากรัฐบาลต้องการรื้อฟื้นโครงการเงินกู้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางปากีสถานตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% สู่ระดับ 22% เป็นผลมาจาก “อัตราเงินเฟ้อ” ในประเทศที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการตัดสินใจยกเลิกข้อจำกัดใน “การนำเข้าสินค้า” จากต่างประเทศ
ด้านนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง ประเมินว่า “ขณะที่คณะกรรมการฯ มองว่ามาตรการเหล่านั้นออกมาเพื่อให้เป็นไปตาม เงื่อนไขการขอสินเชื่อจากโครงการไอเอ็มเอฟ ทว่าก็เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินให้ประเทศเช่นเดียวกัน”
ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียใต้ล้วนประสบกับ วิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อออกจากปัญหาดังกล่าว หลายประเทศจึงเล็งเห็นความเป็นไปได้ในการรับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ ก่อนที่ช่วงเวลาการกู้ยืมจะหมดลงในปลายสัปดาห์นี้
บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ความพยายามครั้งสุดท้ายนี้ก่อนหมดเขตขอรับเงินครั้งนี้ เป็นความพยายามเพื่อ “เอาใจ” ไอเอ็มเอฟ เห็นได้ชัดจากการที่ปากีสถานตกลงขึ้นภาษี 750 ล้านดอลลาร์ และลดการใช้จ่ายในงบประมาณประจำปีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจุบัน มูลค่าพันธบัตรในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์ของปากีสถานรวมทั้งตลาดหุ้นต่างปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก นักลงทุนมองบวก เกี่ยวกับโอกาสที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากไอเอ็มเอฟ หลังจากที่โครงการดังกล่าวหยุดชะงักมานานกว่าครึ่งปี ท่ามกลางการเจรจาที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ เช่น ช่องว่างทางการเงินและภาษี
“การตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยในการจัดหาความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ และลดความตึงเครียดของทุนสำรองที่ขาดแคลนด้วยการควบคุมอุปสงค์” อังกูร ศุขลา (Ankur Shukla) นักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์กกล่าว พร้อมเสริมว่า
“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโต แต่การหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับปากีสถานในตอนนี้”
นอกจากนี้ ปากีสถานเผชิญกับ ภาระหนี้นอกระบบ (External Debt Service) ราว 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.59 แสนล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2567 ซึ่งจะเริ่มในเดือน ก.ค. และมากกว่าทุนสำรองของประเทศถึง 5 เท่า
ทั้งนี้ ปากีสถานมีแนวโน้มผิดนัดชำระหากไม่ได้รับเงินกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ เนื่องจากทุนสำรองที่อ่อนแอมาก รวมทั้ง มูดี้ส์ อินเวสเม้นท์ เซอร์วิซส์ (Moody's Investors Service) ออกมาเตือนเมื่อไม่นานมานี้ว่า ปากีสถานเป็นประเทศสุดท้ายใน 3 ประเทศในเอเชียใต้ที่ตัดสินใจรับเงินทุนจากไอเอ็มเอฟ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ
ด้านธนาคารกลางของปากีสถาน ระบุว่า ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะต้องการทำตามเงื่อนไขรับสินเชื่อจากไอเอ็มเอฟ และการที่รัฐบาลยึดมั่นในเป้าหมายในการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเกินดุลในปีงบประมาณที่จะเริ่มต้นในเดือน ก.ค. จะช่วยแก้ไข ความเปราะบางของภาคธุรกิจภายนอก และลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ส่วน ดัชนีราคาผู้บริโภคของปากีสถานเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 37.97% ในเดือน พ.ค. ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย ประกอบกับทางการขึ้นราคาพลังงานและปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตัวลงในปีนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของไอเอ็มเอฟ ตลอดจนการผ่อนคลายการนำเข้าอาจกดดันตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตอันใกล้
ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงมองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้อยู่ในแดนบวกในอนาคต
ท้ายที่สุด ทาเฮียร์ แอบแบส (Tahir Abbas) หัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อารีฟ ฮาบิบ จำกัด (มหาชน) (Arif Habib Ltd.) กล่าวว่า
“สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมทั้งมาตรการที่ทางการออกมา มีความเป็นไปได้สูงที่ปากีสถานจะบรรลุข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟขึ้นในช่วงนี้”
อ้างอิง









