วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เวิล์ดแบงก์-อียู’จี้ไทยลุยแผนเจ้าพระยา จบจุดเปราะบางพากรุงเทพฯพ้นอุทกภัย

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่รายล้อมกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ พื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานครเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย ในปี 2554 มหาอุทกภัยทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท

ล่าสุดอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนในกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ ได้ชี้ให้เห็นอีกครั้งว่าลุ่มน้ำแห่งนี้มีความเปราะบางต่อภัยน้ำท่วม

ในการประชุมระหว่างคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย, ธนาคารโลก, ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB), องค์การเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) และกองทุนโอเปกเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (OPEC Fund) หัวข้อ “High-Level Event: Showcasing Global Partnerships for the Lower East Chao Phraya Basin” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานกับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ

วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แผนแม่บทบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครอบคลุมทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการดึงศักยภาพด้านแหล่งเงินทุน องค์ความรู้เชิงวิชาการ และนวัตกรรมเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำขั้นสูง มาเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถือเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤติอุทกภัย ผลกระทบจึงขยายวงกว้างจนสะเทือนถึงห่วงโซ่อุปทาน ระบบการขนส่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพรวม”

สำหรับเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ได้ทิ้งบทเรียนรากฐานให้ไทยต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่มองโครงการชลประทานเป็นเพียงการก่อสร้างเพื่อบรรเทาภัย มาสู่การ “ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ” ซึ่งแม้จะต้องใช้วงเงินลงทุน แต่เมื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว การป้องกันและลดความเสี่ยงล่วงหน้าจะช่วยเซฟมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มหาศาล และสร้างประโยชน์สุทธิที่แท้จริงให้แก่ประเทศ

คุ้มครองความมั่นคงทางอาหารสู่วิถี “เกษตรกรอยู่ร่วมกับน้ำ”

ในมิติภาคการเกษตร ลุ่มน้ำเจ้าพระยาคืออู่ข้าวอู่น้ำหลักของประเทศ หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงฤดูเพาะปลูก ผลผลิตจะเสียหาย และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง แผนแม่บทฉบับใหม่นี้จึงมุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นใจในการผลิต

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่การโยนภาระให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ต้องบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ ปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดรับกับฤดูกาล และใช้เป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสมดุลให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับสภาพธรรมชาติได้อย่างเป็นธรรม

ระบบบริหารน้ำเชิงพื้นที่แบบไร้รอยต่อ

“จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้รูปแบบฝนและปริมาณน้ำหลากมีความผันผวนและคาดเดายากยิ่งขึ้น การออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมแบบเดิมที่พึ่งพาเพียงสถิติในอดีตจึงไม่เพียงพออีกต่อไป”

กรมชลประทานและพันธมิตรนานาชาติจึงได้นำแบบจำลองการคาดการณ์สภาพอากาศอนาคตมาใช้ออกแบบและประเมินระบบ เพื่อให้สามารถตั้งรับความเสี่ยงที่ซับซ้อนในทุกรูปแบบ

ดังนั้น โครงการนี้จึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงแค่ความเร็วในการระบายน้ำลงสู่ทะเล แต่ต้องวัดจากความสามารถในการลดความสูญเสีย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

โจเซฟ ซิเคลา กรรมาธิการยุโรปด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า สหภาพยุโรปโดยโครงการ Global Gateway และทีมยุโรปพร้อมที่จะนำเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากยุโรป มาสนับสนุนประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และสร้างความพร้อมในการรับมือในระยะยาว

ชูหัวใจคือ “ชุมชน” เร่งดันระบบเตือนภัยถึงครัวเรือน

อิงกริด-กาเบรียลลา โฮเฟน กรรมการผู้จัดการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวในหัวข้อ "ชุมชนและความพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ด้วยการชี้ให้เห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า “ชุมชนคือด่านแรกที่ต้องรับมือเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น”

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการลดความสูญเสียคือการทำให้ “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” สามารถส่งตรงถึงทุกครัวเรือนได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

โดย GIZ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) และพันธมิตรสากล กำลังเร่งเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สนับสนุนชุมชนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก

รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยมุ่งปรับปรุงคลองและอาคารชลประทาน เพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ ตลอดจนนำข้อมูล การพยากรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบชลประทานในการรองรับสถานการณ์น้ำหลากและภาวะขาดแคลนน้ำ ตลอดจนช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงยิ่งขึ้น

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน พร้อมขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมและการดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ภาคการเกษตรในระยะยาว”

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม การดูแลผลกระทบต่อชุมชนอย่างเหมาะสม การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ และการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคีเพื่อการพัฒนา เพื่อให้การดำเนินโครงการตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง