การประท้วงในฝรั่งเศสแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาค่าครองชีพสูง บริการสาธารณะด้อยคุณภาพ คุมไม่อยู่กลายเป็นการจลาจลในหลายเมือง รุนแรงที่สุดของประเทศในรอบหลายสิบปี หลายประเทศเพื่อนบ้านประท้วงตาม
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน แม้ผู้ประท้วงหลายแสนคนจะชุมนุมอย่างสงบในหลายเมือง แต่ก็มีการทำลายสถานที่ราชการ ร้านแบรนด์เนมหรู ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงรถตำรวจและทำร้ายตำรวจ
ที่เมืองลีมอฌ ศาลาว่าการเมืองถูกวางเพลิง ที่เมืองมาร์เซย์ ผู้ประท้วงสวมชุดสีดำบุกเข้าไปในศาลาว่าการเมืองและขีดเขียนข้อความต่อต้านรัฐไว้บนตัวอาคาร ส่วนที่เมืองลียง ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของเมือง
นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กล่าวว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ความรุนแรงมา “ข่มขู่”พร้อมกล่าวโทษความไม่สงบดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่ม “ซ้ายจัด” และอาชญากร โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
“สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะใช้ความรุนแรงครั้งนี้เป็นเสมือน ‘การอุ่นเครื่อง’ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า เราจะไม่ยอมให้ใครมาข่มขู่ และไม่มีใครยัดเยียดวาระทางการเมืองของตนผ่านการใช้ความรุนแรงได้” นายกฯ โพสต์บนแพลตฟอร์ม X
นายโลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเหตุรุนแรงมีผู้ถูกจับกุมประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ส่วนผู้ประท้วงทั่วประเทศอยู่ที่ราว 550,000 คน ด้านสหภาพแรงงาน CGT กล่าวกับรอยเตอร์ ประเมินจำนวนผู้ประท้วงไว้ที่ 800,000 คน
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ลั่นวาจาจะดำเนินคดีและลงโทษผู้ที่ก่อความรุนแรง
“เราทุกคนจะยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อต้านเหล่าผู้ก่อความวุ่นวาย ที่มุ่งหวังเพียงบ่อนทำลายสถาบันต่าง ๆ ของเรา และขัดขวางไม่ให้ผู้ที่แสดงข้อเรียกร้องอย่างสันติสามารถดำเนินการได้” มาครงโพสต์ X
เพื่อนบ้านประท้วงด้วย
เบลเยียม โปรตุเกส และอิตาลี ก็เกิดการประท้วงเช่นกันในวันเสาร์ (17 ต.ค.) แต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทั่วยุโรป ส่วนที่แอลเบเนียผู้ประท้วงไม่พอใจที่รัฐบาลทุจริต ประชาชนตกงาน และมาตรฐานการศึกษาต่ำ
กลุ่มผู้ประท้วงในฝรั่งเศสกล่าวว่าคนส่วนใหญ่เดินขบวนอย่างสงบ เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายที่ตั้งใจสร้างความเสียหายและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายที่มีข้อความต่อต้านตำรวจ ประธานาธิบดี และกลุ่มคนร่ำรวย
“เราออกมาสู้เพราะค่าครองชีพหนักหนาสาหัสเกินไป ราคาน้ำมันก็สูงลิ่ว อีกทั้งนักเรียนระดับมัธยมปลายทั่วประเทศยังถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพียงเพราะพวกเขาพยายามออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้มีการเพิ่มจำนวนครูและจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะสม” โลลา ผู้ประท้วงวัย 19 ปีในกรุงปารีสกล่าว
การประท้วงส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเที่ยงวันบางจุดเริ่มขึ้นก่อนเวลาที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ
ในบางพื้นที่ของกรุงปารีส ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาขณะถอยร่นจากการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว หลายคนสวมชุดสีดำและใส่เสื้อฮู้ด รวมถึงสวมหน้ากากและแว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันแก๊สน้ำตา
กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจล พยายามบุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้า Galeries Lafayette ทุบทำลายธนาคาร รื้อค้นร้าน Lacoste รวมถึงร้านค้าแบรนด์เนมอื่น ๆ และยังปล้นสะดมร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ SFR อีกด้วย ตลอดทั้งวันกลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงรถยนต์จำนวนหลายคัน
ในการประท้วงที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากฝรั่งเศส มีการปะทะกับตำรวจเช่นเดียวกัน กลุ่มนักเรียนเบลเยียมกล่าวว่าพวกเขากำลังประท้วงต่อต้านค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้นและการปฏิรูปที่เกรงว่าจะทำให้การศึกษาในระดับอุดมศึกษาเข้าถึงได้ยากขึ้น
ที่แอลเบเนีย ตำรวจยิงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วง ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของนักเรียนนักศึกษาซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ห้า โดยกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เอดี รามา ลาออกจากตำแหน่ง
ที่โปรตุเกส ประชาชนหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนบนท้องถนนในกรุงลิสบอน หลังเกิดความไม่สงบหลายวัน เพื่อประท้วงเรื่องราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพอื่น ๆ ราคาที่อยู่อาศัยในโปรตุเกสเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2017 ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านราคาที่อยู่อาศัยที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป
ที่อิตาลี การเดินขบวนประท้วงค่าครองชีพสูงในเมืองมิลานได้บานปลายกลายเป็นความวุ่นวายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณจัตุรัสกลางเมืองหน้ามหาวิหาร ส่วนที่เมืองโบโลญญา สำนักข่าว ANSA รายงานว่า ตำรวจใช้ปืนฉีดน้ำเพื่อสลายกลุ่มผู้ชุมนุม และจับกุมผู้ประท้วงไป 7 คน หลังจากเหตุการณ์ประท้วงอีกจุดหนึ่งกลายเป็นเหตุรุนแรงขึ้นมา\
การประท้วงในฝรั่งเศสเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วในโรงเรียนมัธยมปลายในชานเมืองทางเหนือของปารีสซึ่งยากจน นักเรียนไม่พอใจต่อการขาดแคลนครูและสิ่งอำนวยความสะดวกทรุดโทรม จากนั้นพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวในวงกว้างขึ้น มุ่งเน้นไปที่ความไม่เท่าเทียมกัน การใช้จ่ายของภาครัฐ และมาตรฐานการครองชีพ





