ธปท. กำหนดแนวปฏิบัติใหม่ในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
Event
การแทรกแซงของ ธปท.
Impact
เผชิญแรงกดดันจาก ธปท.
ธปท. ปรับแนวปฏิบัติของธนาคารในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคล, SME, จดจำนอง และสินเชื่อผ่อนชำระ โดยตามเกณฑ์ใหม่นี้จะกำหนดให้สถาบันการเงิน 1.) คิดค่าปรับบนยอดเงินต้นคงเหลือ รวมทั้ง ให้กำหนดช่วงระยะเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับการไถ่ถอน 2.) คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บนค่างวด (installment) ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ เฉพาะส่วนที่เป็นเงินต้นของค่างวดนั้น แทนที่จะคิดบนฐานของเงินต้นคงเหลือ 3.) ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการออกบัตรหรือรหัสบัตรทดแทนสำหรับบัตร ATM และบัตรเดบิต (Figure 5)
สินเชื่อจดจำนอง และสินเชื่อ SME จะได้รับผลกระทบ
ตามปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจดจำนอง (ของทุกธนาคาร) จะกำหนดเป็นอัตราคงที่ในช่วง 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นจะปล่อยลอยตัวโดยอิงกับ MRR ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จะกำหนดไว้ที่ 15% โดยมักจะคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งก้อน ส่วนในกรณีของ SME อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะต่างกันไปใน
แต่ละธนาคาร และยังขึ้นกับประเภทของหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย โดยสินเชื่อ SME ที่ไม่มีหลักประกันมักจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่ 18% และถูกคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่ 22-28% (figure 1) ถึงแม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้เอาไว้สูง แต่อัตรา
ดอกเบี้ยที่คิดจริงน่าจะต่ำกว่านั้นมาก ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของ SCB ที่ระบุว่า yield ของสินเชื่อ SME อยู่ที่แค่ประมาณ 6.3% สินเชื่อจดจำนองอยู่ที่ 4.9% สินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 15.5% และสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 22.2% ซึ่งที่ระดับนี้ เราคิดว่าธนาคารที่จะถูกกระทบหนักสุดจากเกณฑ์ใหม่ของ ธปท . ได้แก่ KBANK ซึ่งมีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูงที่สุดที่ 38% SCB ที่มีสัดส่วนสินเชื่อจดจำนองสูงที่สุดที่ >30% และ TMB ในขณะที่ผลกระทบกับธนาคารอื่น ๆ ไม่น่าจะมากอย่างมีนัยสำคัญ
จำเป็นต้องเร่งลดต้นทุนอย่างรีบด่วน
แรงกดดันจาก ธปท. จะบีบให้ธนาคารต้องปรับรูปแบบโมเดลธุรกิจ เพราะเมื่อฝั่งรายได้ถูกกดดันธนาคารก็ต้องเร่งลดต้นทุนอย่างรีบด่วนเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป ซึ่งในด้านนี้ เราพบว่ามีแค่ KBANK และ SCB เท่านั้นที่ยังสามารถจะลดต้นทุนลงได้อีก เนื่องจากลูกค้าของทั้งสองธนาคารมี mobility สูงจากการใช้งานบริการ mobile banking ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 65% ของยอดธุรกรรมทั้งหมดของธนาคาร สำหรับในระยะต่อไป เราคาดว่าจะเห็นการเร่งลดจำนวนสาขาและตู้ ATM
Risks
NPL เพิ่มขึ้น และต้องกันสำรองเพิ่ม, รายได้ค่าธรรมเนียมลดลงอย่างมาก, ค่าใช้จ่าย opex เร่งตัวขึ้น









