เศรษฐกิจไทยปีนี้ถูกสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากผลกระทบของสงครามการค้า ทำให้ภาคการส่งออกไทยที่เคยเป็นพระเอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเจ็บหนัก ตัวเลข 11 เดือน ติดลบไปแล้ว 2.77%
ในเมื่อเครื่องยนต์หลักไม่ทำงาน จึงต้องหันไปพึ่งเครื่องยนต์อื่นแทน หนึ่งในนั้น คือ “ภาคการท่องเที่ยว” ที่พอจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้บ้าง แม้จะออกสตาร์ทไม่ค่อยดีตอนต้นปี นักท่องเที่ยวลดลงในหลายตลาดสำคัญๆ โดยเฉพาะจีนที่โดนเล่นงานจากเทรดวอร์
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีสถานการณ์เริ่มดีขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติแพ็คกระเป๋ากลับมาเที่ยวไทย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 เดือน (มิ.ย.-พ.ย. 2562) ติดต่อกันแล้ว โดยตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดือน พ.ย. มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยทั้งหมด 3,358,592 คน เพิ่มขึ้น 5.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสร้างรายได้รวม 1.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.98%
ถ้าเจาะลงไปรายประเทศพบว่า นักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนและอินเดียยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยรวม 798,913 คน เพิ่มขึ้น 18.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลงจากเดือน ต.ค. ที่เติบโต 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะได้อานิสงส์จากช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดียอยู่ที่ 173,337 คน เพิ่มขึ้น 22.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ภาพรวมตลอด 11 เดือนทีผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 35,866,606 คน เพิ่มขึ้น 4.44% และมีรายได้รวม 1.74 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 10 ล้านคนไปแล้ว อยู่ที่ 10,143,336 คน เพิ่มขึ้น 4.61% ขณะที่การใช้จ่ายก็มากขึ้นเช่นกัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย
ส่วนเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี เข้าไฮซีซั่นส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวฟื้นตัวหลังเกิดเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต อาจทำให้ตัวเลขอัตราการเติบโตไม่สูงมาก ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่ายังเป็นอีกปัจจัยกดดันอยู่
แต่ด้วยสถานการณ์ที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นปัจจัยบวกให้กับหุ้นท่องเที่ยว ผลประกอบการภาพรวมน่าจะฟื้นตัว โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย หุ้นที่น่าสนใจคงเป็นกลุ่มโรงแรมอย่าง บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW มีจุดเด่นที่ความหลากหลายของโครงการ เจาะกลุ่มลูกค้าแทบทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มราคาประหยัด Hop Inn อัตราการเข้าพักและรายได้ต่อห้องพักขยายตัวดีสวนทางเศรษฐกิจ
ส่วนบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL อาจมีความผันผวนมากกว่า เพราะมีรายได้มาจาก 2 ส่วน คือ กลุ่มอาหารและโรงแรม ซึ่งธุรกิจมักจะอิงไปกับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจโดยตรง
ขณะที่หุ้นน้องใหม่ของกลุ่มบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR โครงการส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ และเป็นช่วงของการเริ่มต้นลงทุน คงต้องรอระยะเวลาอีกสักพักกว่าที่จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์
ด้านบล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (ไม่รวมบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT) ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 9% เมื่อเทียบกับ SET เพราะกลับมากังวลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ประกอบกับรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) ในกลุ่มโรงแรมยังไม่เห็นการฟื้นตัว ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังเลือก ERW เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2562 จะกลับมาเติบโตโดดเด่น ขณะที่ RevPar ชะลอตัวลงน้อยที่สุดในกลุ่ม
ส่วนในระยะยาวชอบหุ้น AOT จากกำไรสุทธิที่กำลังเข้าสู่ New S-Curve จากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่การบิน อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังมีปัจจัยถ่วงจากประเด็นการแบ่งรายได้ที่จัดเก็บจากค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge) หรือ PSC เข้ากองทุนฯ กรมท่าอากาศยาน ซึ่งต้องรอการตีความจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะทำได้หรือไม่









