"ทีพีบีไอ"เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชู "5แผน" สร้างการเติบโตยั่งยืน
“ปีนี้ การเติบโตของผลประกอบการในกรณีดีสุด (best case) ก็คือทรงตัวจากปีที่แล้ว แต่ยอมรับว่าเปอร์เซ็นต์ที่รายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว...มีสูง” ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ High Value Added Products บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) TPBI เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ
ทั้งนี้ การที่ผลประกอบการของบริษัทจะเป็นไปตามที่เขากล่าวนั้น เป็นความตั้งใจบริษัทแต่แรก เรียกว่ากลยุทธ์ยอมเจ็บตอนนี้ดีกว่ารอวันตาย
ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้น ยังสามารถเติบโตได้ตามกำลังซื้อ และตามเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนำปัจจัยภายนอกเข้ามาผนวกรวมด้วยแล้ว ต้องยอมรับว่า การเติบโตจะถดถอยลงตามลำดับ และวันหนึ่งอาจถึงขั้นปราศจากพลาสติก โดยเหตุผลหลักที่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ศักดิ์สิทธิ์ ยืนยันว่า threat (อุปสรรค/ปัจจัยเสี่ยง) นี้จะมาถึงประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียในไม่ช้า และทีพีบีไอเองก็ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงเป็นที่มาของแผนการ transform บริษัท ซึ่ง ผู้บริหารรุ่น 2 ของทีพีบีไอ บอกว่า ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ 5 โมเดล
การทรานสฟอร์มแรก คือ ปรับบทบาทของถุงหูหิ้ว มาเป็นถุงขยะ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นแล้วในทีพีบีไอ เนื่องจากถุงหูหิ้วและถุงขยะเป็นสินค้าที่ใช้กำลังการผลิตเดียวกันได้ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าไปมีประสบการณ์กับผู้ใช้ถุงขยะในทุกทวีปทั่วโลก
ทั้งนี้พฤติกรรมผู้ใช้ในต่างประเทศ (ซึ่งบริษัทมีตลาดส่งออกอยู่แล้ว) จะมีใช้บรรจุภัณฑ์ตามคุณสมบัติของสินค้า แตกต่างจากพฤติกรรมผู้บริโภคของไทยที่คุ้นชินกับการใช้ถุง 2 ประเภทนี้แทนที่กัน
การทรานสฟอร์มที่สอง คือการทำ E-Commerce BAG ซึ่งเป็นการปรับตัวตามกระแสออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยม โดยศักดิ์สิทธิ์ เห็นช่องทางว่าการขายสินค้าต่างๆ ยังมีอยู่ โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เพียงแต่ธุรกรรมการซื้อขายทำบนออนไลน์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบรรจุภัณฑ์ ก็ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่สำคัญสำหรับทุกสินค้าอยู่เช่นเดิม
การทรานสฟอร์มที่สาม คือการมุ่งสู่ธุรกิจ Service Managment, E-Commerce Delivery ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีกบริการที่ ทีพีบีไอ สามารถพัฒนาขึ้นเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอาจต้องมีพันธมิตรเข้ามาช่วยเติมเต็ม อาทิ พันธมิตรด้านโลจิสติกส์
การทรานสฟอร์มที่สี่ อาจเรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่ง คือ Food Service Packaging, Food Service Bag ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี แม้ว่าขณะนี้จะสร้างยอดขายเพียงไม่กี่ล้าน แต่ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าร่างทรานสฟอร์มนี้จะเติบโตได้อีกไกล เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารเติบโตค่อนข้างสูงในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยปีนี้ ทีพีบีไอ มีแผนจะสร้างโรงงานอีก 1 แห่ง เพื่อขยายกำลังการผลิตส่วนนี้เพิ่มเป็น 200 ตันต่อปี จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่า 100 ตันต่อปี
การทรานสฟอร์มที่ห้า คือการเพิ่มอินโนเวชั่นสำหรับผลผลิตที่ได้จากเม็ดพลาสติกเพิ่มเติม ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีและโนวฮาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ (แบ่งตามประเภทสินค้า) จากบรรจุภัณฑ์ทั่วไป อยู่ที่ 25-30% ส่วนรายได้จากบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไป อยู่ที่ 70-75% ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากสินค้า 2 ประเภท 50: 50 ซึ่ง 5 ทรานสฟอร์มดังกล่าว ล้วนเป็นแนวทางเพื่อให้ทีพีบีไอไปถึงเป้าหมาย
“เชื่อว่าเมื่อเรากระจายพอร์ตสินค้าให้หลากหลายได้แล้ว เราจะสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น Packaging Provider ได้ภายใน 1-2 ปี” ศักดิ์สิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย









