ก.ล.ต.ลงโทษผู้แนะนำการลงทุน 8 ราย-ผู้จัดการสาขาแบงก์กสิกร 3 ราย เหตุปลอมหลักฐานลูกค้า พร้อมปรับแบงก์ ฐานบริหาร-จัดการความเสี่ยงไม่รัดกุม
รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีคำสั่งเพิกถอนผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทย 8 ราย โดย 6 รายได้รับโทษสูงสุด 10 ปี เนื่องจากทุจริตต่อทรัพย์สินของลูกค้ากองทุนรวม และอีก 2 รายได้รับโทษ 5 ปี รวมถึงลงโทษผู้จัดการสาขาอีก 3 ราย
ก.ล.ต. ได้รับรายงานการตรวจสอบจากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้า ค้า และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน (Limited Broker Dealer and Underwriter: LBDU) และตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า เมื่อเดือนส.ค.2551-ธ.ค.2558 มีผู้แนะนำการลงทุน 6 ราย ได้ทำทุจริตนำเงินของลูกค้า ที่ประสงค์จะซื้อกองทุนไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยรับเงินค่าซื้อกองทุนจากลูกค้า แต่ไม่ทำรายการซื้อในระบบของธนาคาร และจัดทำสมุดบัญชีกองทุนปลอมเป็นหลักฐานให้ลูกค้า เหมือนลูกค้าได้ซื้อกองทุนแล้ว หรือเปิดบัญชีปลอมในชื่อลูกค้าหรือชื่อผู้อื่น และเมื่อกองทุนครบกำหนด ก็นำเงินจากลูกค้ารายอื่นไปฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้า เหมือนเป็นการคืนเงินลงทุนพร้อมผลประโยชน์ จากนั้นชักชวนลูกค้าให้ลงทุนต่อ แล้วใช้วิธีการในลักษณะเดิมอีก
นอกจากนี้ บางรายมีพฤติกรรมสั่งขายกองทุนในบัญชีของลูกค้า โดยปลอมเอกสารการขายกองทุน เปิดบัญชีออมทรัพย์และทำบัตร ATM ปลอม หรือปลอมลายมือชื่อลูกค้า เพื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้า เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้แนะนำการลงทุน 6 ราย ซึ่งผู้กระทำผิดแต่ละรายไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน และอยู่คนละสาขา ประกอบด้วย 1.นางสาวกนกกาญจน์ สวนขวัญ 2.นางสาวปุณิกา ถาวรวงษ์กุล (ขณะกระทำผิดชื่อ นางสาวกานต์พิชชา อรุณชัยโรจน์) 3.นางสาวอัชรียา สังวาลรัมย์ 4.นางสาวธนภร สุวรรณพงษ์ (ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาด้วย) 5. นางปรานี รอดยินดี และ 6.นางสาวดอกอ้อ โชตนา
นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้แนะนำการลงทุนอีก 2 ราย ได้แก่ 7.นางสาวณัชชา สุทธิเพท และ8.นางสาวนิจวรรณ เอี่ยมสอาด มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของนางสาวธนภร โดยเป็นผู้ทำรายการให้แก่ลูกค้าทั้งที่มีความผิดปกติอย่างชัดเจน และทราบว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของธนาคาร เช่น ถอนเงินจากบัญชีลูกค้าแล้วซื้อกองทุนให้บุคคลอื่นโดยที่ลูกค้าไม่ได้มาด้วยตนเอง หรือทำรายการซื้อกองทุนโดยตัดบัตรเครดิตของลูกค้ารายอื่น เป็นต้น
ก.ล.ต. จึงมีคำสั่งเพิกถอนการเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ทั้ง 8 ราย โดยในรายที่ 1-6 รายละ 10 ปี และในรายที่ 7 และ 8 รายละ 5 ปี โดยรายที่ 1-3 มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.2559 รายที่ 4-6 ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 2559 และรายที่ 7-8 ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2559
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจพบการปฏิบัติงานที่บกพร่องของผู้จัดการสาขาอีก 3 ราย ใน 2 สาขา ได้แก่ 1.นางศิรดา ชัยภัทรเดช มีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาเมื่อพบการทุจริต และ 2. นายผริต ปัญจวรรณ และ 3.นายมนตรี แก้วหลวง ละเลยการตรวจสอบดูแล โดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายในที่ธนาคารกำหนด จนทำให้ไม่พบข้อพิรุธของกรณีทุจริต ก.ล.ต. จึงห้ามบุคคลทั้ง 3 ราย ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาในธุรกิจตลาดทุน และสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์และผู้วางแผนการลงทุน เป็นเวลา 4 เดือน โดยรายนางศิรดา มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.2559 และรายนายผริต และนายมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2559
ทั้งนี้ ธนาคารได้เลิกจ้างผู้แนะนำการลงทุนทั้ง 8 รายข้างต้น รวมทั้งกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการสาขาทั้ง 3 ราย และธนาคารได้ชดใช้เงินคืนให้ลูกค้าทุกรายแล้ว
จากกรณีข้างต้น ก.ล.ต. ตรวจพบว่า ธนาคารมีระบบการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการซื้อขายกองทุนที่ไม่รัดกุม และมีระบบตรวจสอบและควบคุมภายในและระบบการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (compliance) ที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบการจัดการและจัดเก็บข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
ดังนั้น คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงลงโทษปรับธนาคารในความบกพร่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2559 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันธนาคารได้แก้ไขปรับปรุงระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและมาตรการตรวจจับความผิดปกติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ก.ล.ต. ขอเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการซื้อกองทุนรวม ควรเรียกหลักฐานการซื้อกองทุน ณ จุดขาย ซึ่งต้องจัดทำโดยระบบเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้ว และสอบทานยอดกับเอกสารยืนยันที่บริษัทจัดการ (บลจ.) ส่งตามมาด้วย
ทั้งนี้ ไม่ควรฝากสมุดบัญชีกองทุนและสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร และให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวทางบัญชีทั้งรายการกองทุนและรายการเงินฝากอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อธนาคารโดยทันที









