วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิจัยชี้ 4 นิสัยสุขภาพดี ช่วยให้รับมือความเครียดได้ดีขึ้น

งานวิจัยพบว่า การกินอาหารเช้า ออกกำลังกาย และนอนหลับให้เพียงพอ สัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ ช่วยให้ปรับตัวและรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

KEY POINTS

  • งานวิจัยชี้ว่า 4 พฤติกรรมสุขภาพมีความสัมพันธ์กับ "ความยืดหยุ่นทางจิตใจ" (Psychological Flexibility) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ปรับตัวและจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น
  • นิสัยสุขภาพ 4 อย่างที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือความเครียด ได้แก่ การกินอาหารเช้าอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์, การนอนหลับให้เพียงพอ (7-9 ชั่วโมง), การออกกำลังกายครั้งละ 20 นาทีขึ้นไป และการบริโภคน้ำมันปลา
  • ในทางกลับกัน การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยและการนอนหลับไม่เพียงพอ มีแนวโน้มทำให้ความยืดหยุ่นทางจิตใจต่ำลงและรับมือกับความเครียดได้ยากขึ้น

ทำไมบางคนถึงรับมือกับความเครียดได้ดี แม้ต้องเจอกับปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน ขณะที่บางคนกลับรู้สึกกังวล หงุดหงิด หรือใช้เวลานานกว่าจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้

ความแตกต่างนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพหรือความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกินอาหารเช้า การออกกำลังกาย ไปจนถึงการนอนหลับ ซึ่งอาจมีผลต่อความสามารถในการรับมือกับความเครียดมากกว่าที่คิด

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน (Binghamton University) สหรัฐอเมริกา พบว่า คนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ออกกำลังกาย และนอนหลับอย่างเพียงพอ มีแนวโน้มที่จะมีความยืดหยุ่นทางจิตใจมากกว่า ซึ่งเป็นความสามารถสำคัญที่ช่วยให้เราปรับตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก และจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรับมือกับความเครียดอย่างไร และมีอะไรบ้างที่เราสามารถเริ่มปรับได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจในระยะยาว

ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ทักษะสำคัญของคนรับมือความเครียดเก่ง

คนที่รับมือกับความเครียดได้ดี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนใจเย็นอยู่เสมอ หรือไม่รู้สึกกังวลเมื่อเจอกับปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้แตกต่างออกไป คือความสามารถในการปรับตัวและจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Psychological Flexibility)

ความยืดหยุ่นทางจิตใจ คือ ความสามารถในการปรับความคิดและพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือความคิดด้านลบเข้ามาครอบงำจนไม่สามารถมองเห็นทางออกของปัญหาได้

วิจัยชี้ 4 นิสัยสุขภาพดี ช่วยให้รับมือความเครียดได้ดีขึ้น

ลีนา เบกดัช (Lina Begdache) รองศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสุขภาวะจากมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน และหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า คนที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้สึกเครียด แต่สามารถปรับมุมมองต่อสถานการณ์ และหาวิธีรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม

แทนที่จะจมอยู่กับความเครียด คนเหล่านี้สามารถถอยออกมามองสถานการณ์ รับรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร เข้าใจสาเหตุของความรู้สึกนั้น และคิดต่อได้ว่าควรจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

ความยืดหยุ่นทางจิตใจยังมีความสัมพันธ์กับ ความสามารถในการฟื้นตัวทางจิตใจ (Resilience) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปรับตัวและกลับมาดำเนินชีวิตต่อได้หลังเผชิญกับความเครียดหรือเหตุการณ์ยากลำบาก โดยความยืดหยุ่นทางจิตใจอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาและฟื้นตัวจากความเครียดได้ดีขึ้น

งานวิจัยพบ 4 พฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการรับมือความเครียดได้ดีขึ้น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of American College Health ภายใต้ชื่อ Dietary and lifestyle factors and resilience: the role of psychological flexibility as a mediator ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความยืดหยุ่นทางจิตใจ และความสามารถในการฟื้นตัวจากความเครียด

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยประมาณ 400 คน ผ่านแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหาร การนอนหลับ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตประจำวัน

ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมสุขภาพหลายอย่างมีความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจและความสามารถในการรับมือกับความเครียด โดยมี 4 พฤติกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

วิจัยชี้ 4 นิสัยสุขภาพดี ช่วยให้รับมือความเครียดได้ดีขึ้น

1. กินอาหารเช้าอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่กินอาหารเช้าอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีความสามารถในการฟื้นตัวทางจิตใจสูงกว่า โดยความยืดหยุ่นทางจิตใจอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยอธิบายความสัมพันธ์นี้

2. นอนหลับให้เพียงพอ

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่นอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน โดยทั่วไปมีคะแนนความยืดหยุ่นทางจิตใจและความสามารถในการฟื้นตัวจากความเครียดต่ำกว่า การนอนหลับไม่เพียงพออาจทำให้การควบคุมอารมณ์และการรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันเป็นเรื่องยากขึ้น โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรนอนหลับประมาณ 7 - 9 ชั่วโมงต่อคืน

3. ออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาที

การออกกำลังกายครั้งละ 20 นาทีขึ้นไป มีความสัมพันธ์กับระดับความยืดหยุ่นทางจิตใจที่สูงขึ้น และความสามารถในการรับมือกับความเครียดที่ดีขึ้น

ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายหนักเสมอไป การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

4. การบริโภคน้ำมันปลา

อีกหนึ่งผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ ผู้ที่รายงานว่ากินน้ำมันปลาหลายครั้งต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีความยืดหยุ่นทางจิตใจสูงกว่า

แม้น้ำมันปลาจะเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมกา 3 (Omega-3) ซึ่งมีบทบาทต่อการทำงานของสมอง แต่ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการกินผลิตภัณฑ์เสริมน้ำมันปลาช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียดโดยตรง จึงยังไม่ควรตีความว่าทุกคนจำเป็นต้องกินอาหารเสริมน้ำมันปลาเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

ในทางกลับกัน นักวิจัยยังพบว่า ผู้ที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยและนอนหลับไม่เพียงพอ มีแนวโน้มที่จะมีความยืดหยุ่นทางจิตใจต่ำกว่า หรือมีความยากลำบากในการปรับความคิดและพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทำไมพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเกี่ยวข้องกับความเครียด?

สิ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และการนอนหลับอย่างเพียงพอ อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราปรับตัวและรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ เบกดัชเคยศึกษาพบว่า คนที่กินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวจากความเครียดได้ดีกว่า ขณะที่ผู้ที่มีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพมีแนวโน้มที่จะรับมือกับความเครียดได้ยากกว่า

งานวิจัยนี้จึงช่วยอธิบายความสัมพันธ์นี้เพิ่มเติมว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีอาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เราจัดการกับความเครียดและฟื้นตัวจากสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

เบกดัชอธิบายว่า เมื่อเราเผชิญกับความเครียด บางครั้งเราอาจจมอยู่กับปัญหาจนมองไม่เห็นทางออก แต่คนที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจจะสามารถถอยออกมามองสถานการณ์ รับรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร และคิดหาวิธีจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม

เริ่มดูแลสุขภาพใจได้จากสิ่งเล็ก ๆ ในทุกวัน

แม้ความเครียดจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความเครียดได้ ด้วยการเริ่มดูแลตัวเองจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารให้ตรงเวลา เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอ ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ

นอกจากนี้ การฝึกสังเกตอารมณ์ของตัวเอง ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น และลองมองปัญหาจากมุมอื่น ๆ ก็อาจช่วยให้เราปรับตัวและจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

งานวิจัยนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพกายและสุขภาพใจมีความเชื่อมโยงกัน การดูแลตัวเองในแต่ละวันจึงไม่ใช่แค่การทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังอาจช่วยให้เรามีความพร้อมทางจิตใจที่จะรับมือกับปัญหาและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

 

อ้างอิง sciencedaily