ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดแกว่งตัวออกด้านข้างต่อ โดยดัชนีการจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐ (PMI) สำหรับเดือน ส.ค. 2559 ที่ประกาศเมื่อคืนนี้อยู่ที่ 51.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 51.4 และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 51.2 สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆของสหรัฐที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐยังเปราะบาง ซึ่งช่วยสนับสนุนการชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ออกไปด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ส่วนใหญ่ปรับตัวลง แต่นักลงทุนต่างชาติวานนี้กลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเล็กน้อยที่ 422 ล้านบาท หลังจากขายสุทธิไปในวันก่อนหน้า
แนวรับ/แนวต้าน : 1470/1515 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
หุ้นแนะนำ
CPF (37.00) : คาดผลประกอบการจะสูงที่สุดในช่วง 3Q59 เนื่องจาก 1) ราคาไก่ที่อยู่ในระดับสูงจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากการนำเข้าไก่จากญี่ปุ่น และผลกระทบของการห้ามนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์จากสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2558 จากโรคระบาดไข้หวัดนก 2) ธุรกิจกุ้งที่เริ่มฟื้นตัว และ 3) ราคาอาหารสัตว์ที่คงที่
KBANK (243.00) : จากปัจจัยพื้นฐานของธนาคารที่ดีเราจึงคาดว่ารายได้ของธนาคารจะยังเติบโตขึ้นจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากตัวเลข GDP ที่ออกมาดีกว่าคาด อัตราการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่ๆลดลง 3 ไตรมาสติดต่อกัน และคุณภาพทรัพย์สินที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ credit cost ลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
TPCH (23.40) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
KCE (110) : คาดผลประกอบการ 3Q59 จะออกมามากที่สุดของปีจากช่วง high season เนื่องจากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการลดราคาสินค้า ซึ่งจะไม่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่ดีขึ้นและผลแห่งการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ คมนาคมจับมือกระทรวงวิทย์-อุตสาหกรรม ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมระบบรางประเทศ รองรับโครงการ 2 ล้านล้าน ใน 8 ปี หวังสร้างความเชื่อมั่นผู้ประกอบการไทย ลงทุนผลิตชิ้นส่วนหนุน เล็งนำร่องหยิบไฮสปีดเทรนไทย-จีน และทางคู่ 6 เส้นเป็นโครงการใช้ชิ้นส่วนไทย ทางด้านกลุ่ม “รับเหมาเล็ก” ประสานเสียง โครงการรัฐหนุนธุรกิจฟื้น หลังครึ่งปีแรกต้องตัดราคาเอาตัวรอด พร้อมเดินหน้าประมูลงานรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง ด้าน “โปรเจค แพลนนิ่ง” รับเสี่ยงรายได้พลาดเป้า หลังสุวรรณภูมิมาช้ากว่าคาด
+ กรมสรรพากรตั้งเป้าดึงธุรกิจร้านค้าทองคำ ร้านขายยา ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง รวมกว่า 1.2 แสนรายเข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจูงใจด้วยมาตรการสนับสนุนเพื่อลดภาระเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ระบุจะช่วยภาระภาษีลงเฉลี่ย 40% รวมทั้งยังสร้างความเป็นธรรมกับธุรกิจอื่น ย้ำต้องจัดตั้งบริษัทภายใน 31 ธ.ค.60
+ คลังเตรียมพัฒนาระบบอีเพย์เม้นท์ ฝั่งตลาดทุน หวังลดเวลาชำระราคาในหุ้นจาก “ที+3” เหลือ “ที+2” มอบหมาย ก.ล.ต. ดูแล ยึดโมเดล ธปท. ทำหน้าที่เคลียริ่งให้ภาคธนาคาร คาดได้เห็นกลางปีหน้า
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกินคาดของสหรัฐในระยะนี้ทำให้ตลาดคาดว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 11.98 จุดหรือ 0.06% สู่ 18,526.14
+ ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดบวกขึ้นในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุมน้ำมันและหุ้นกลุ่มโลหะมีค่า และได้รับแรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นแอชทีด ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ด้วย ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดบวกขึ้น 20.53 จุด หรือ 0.3 % สู่ 6,846.58 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,814.87-6,856.12 โดยดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วราว 10 % จากช่วงต้นปีนี้
- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวลงในวันพุธ ขณะที่หุ้นกลุ่มส่งออก และกลุ่มที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากเยนที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากภาคบริการที่ชะลอตัวของสหรัฐได้ลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 69.54 จุดหรือ 0.41% ที่ 17,012.44
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดตลาดพุ่งขึ้นในวันพุธ และทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากตลาดปิดทำการ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 67 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 45.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 44.55-46.17 ดอลลาร์









