วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์แถลงส่งออกครึ่งปีแรกติดลบ 1.6 %

ส่งออกครึ่งปีแรก ติดลบ 1.6% ขณะที่ เดือนมิ.ย. ติดลบ 1.6%

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีมูลค่า 18,146 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการติดลบน้อยสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้ว่าการส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนพฤษภาคมที่ติดลบ 4.4% แต่ยังคงติดลบ เนื่องจาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง  

นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรและน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยยังคงติดลบ ในขณะที่ครึ่งปีแรกการส่งออกของไทยติดลบ 1.6% ด้านไตรมาส 2 ติดลบ 4.1% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตลาดส่งออกสำคัญเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ออสเตรเลีย และประเทศสำคัญในเอเชียใต้  

ในส่วนของการนำเข้าเดือนมิถุนายนมีมูลค่า 16,181 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 10.1% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 1,965 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน ด้านครึ่งปีแรกนำเข้ามีมูลค่า 92,724 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 10.2% และดุลการค้าเกินดุล 12,413 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไตรมาส 2 นำเข้า ติดลบ 8.4% และดุลการค้าเกินดุล 4,224 ล้านดอลลาร์  

“สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจในปีนี้ คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ต่อบาเรลในปีนี้ ราคาสินค้าเกษตรที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าไทยยังอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยมีอัตราการส่งออกอยู่ในกลุ่มที่หดตัวต่ำที่สุดของโลก รวมทั้งยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นในเกือบทุกตลาดด้วย”นายสมเกียรติ กล่าว  

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังกระทรวงพาณิชย์จะเร่งติดติดและสนับสนุนกลุ่มสินค้าที่จะเพิ่มมูลค่า และมีการเติบโตสูง ทั้งในส่วนของเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ชิ้นส่วนยานยนต์ ทองคำ เป็นต้น และกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลตลาดกลุ่มที่มีมูลค่าสูงแต่การส่งออกลดลง เช่น กลุ่มเม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องปรัดับไม่รวมทอง ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้การส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

ส่วนตลาดที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งเข้าไปผลักดัน เช่น เมียนมา นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ส่วนที่จะต้องเร่งแก้ไข คือ กลุ่มจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐ มาเลเซีย เป็นต้น