วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งกองทุน-ปล่อยซอฟท์โลน อัดฉีดสภาพคล่องเอสเอ็มอี

รัฐบาลเร่งดันมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี คลังชงครม.สัปดาห์หน้า ตั้งกองทุนเติมทุน 2 พันล้าน พร้อมดันมาตรการลดภาษี 2 เท่าโครงการพี่ช่วยน้อง

รัฐบาลเร่งช่วยเหลือสภาพคล่องอุตสาหกรรมขนาดกลางขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยตั้งกองทุนเพิ่มทุนและให้สิทธิลดหย่อนทางภาษีสำหรับธุรกิจรายใหญ่ที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมถึงให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารพาณิชย์

ที่ผ่านมา รัฐบาลออกนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอีหลายด้าน แต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวยังส่งผลกระทบในวงกว้างและยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้เอสเอ็มอีที่มีอยู่นับแสนรายยังประสบกับปัญหาเดิม นั่นคือ สภาพคล่องและขาดแคลนเงินทุน

วานนี้ (21 ก.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งในการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้

นายสมคิด กล่าวว่า การเปิดตัวศูนย์ช่วยเหลือฯ เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ รวมถึงตั้งกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี วงเงิน1พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี โดยคาดว่าจะมีการเสนอให้คณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่ออนุมัติระเบียบใช้จ่าย

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่26ก.ค.นี้ เพื่อเห็นชอบกองทุนวงเงิน 2 พันล้านบาท เพื่อใช้เติมทุนหรือเพิ่มทุนให้กับผู้ประกอบการ หลังรู้ปัญหาหลักของเอสเอ็มอี คือ ประเด็นของหนี้สินและทุนน้อยทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อ ซึ่งกองทุนนี้จะเข้ามาเติมทุนให้

อีกทั้งยังคาดว่าจะมีการเสนอโครงการพี่ช่วยน้อง ที่จะเปิดให้บริษัทใหญ่ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ทั้งในด้านของการศึกษาวิจัย หรือสนับสนุนงบประมาณบริหารจัดการ หากนำเงินไปช่วยเหลือ ทางรัฐบาลจะมีการลดหย่อนภาษีให้ 2 เท่า

“หากมีกองทุนทั้งสองส่วนนี้แล้วก็คาดว่าผู้ประกอบการจะเดินหน้าธุรกิจง่ายขึ้น เพราะในส่วนของกองทุนที่กระทรวงการคลังจะเสนอนั้นจะนำมาใช้เน้นเติมทุน ขณะที่กองทุนพลิกฟื้นก็จะนำมาใช้เพื่อให้ผู้ประกอบการเสริมสภาพคล่อง"

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ธนาคารออมสินและธนาคารของรัฐก็จะทยอยกันออกแพ็กเกจให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่า4%รวมไปถึงทางสมาคมธนาคารไทยก็จะช่วยอีก 1 หมื่นล้าน ดอกเบี้ยไม่เกิน 4% เช่นกัน ดังนั้นถ้ามีกลไกศูนย์ตรงนี้ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งก็จะเป็นตัวช่วยให้เอสเอ็มอีรอด

"แต่ขึ้นกับว่าธุรกิจมีศักยภาพอีกหรือไม่ ศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีก็จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นผ่อนคลายปัญหา และสินเชื่อก็จะเข้ามา”

ยื่นขอความช่วยเหลือได้ 3.800 จุดทั่วประเทศ

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ออก พ.ร.บ.ล้มละลายทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยกลับมามีโอกาสฟื้นฟู และบอร์ด สสว.มีมติที่ให้ตั้งกองทุนพลิกฟื้นเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอี

ศูนย์ช่วยเหลือทำผ่านการบูรณาการ 13 องค์กรจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และมีจุดรับเรื่อง 3,800 จุดทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย เอสเอ็มอีแบงก์95สาขา สสว. 10 แห่ง ธนาคารกรุงไทย 1,214 สาขา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 1,169 สาขา ธนาคารออมสิน 1,039 สาขา ศูนย์ดำรงธรรม 76 จังหวัด กรมบังคับคดี 115 แห่ง และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 12 แห่ง

“ขั้นตอนการขอรับเรื่องเริ่มต้นที่ผู้ประกอบการจะต้องเข้ามากรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มมาตรฐานเพื่อให้รู้ปัญหาตามหน่วยงานเครือข่าย 3,800 จุด"

สำหรับรายละเอียดกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี จะมีวงเงินเริ่มต้นที่1พันล้านบาท และอยู่ระหว่างการขออนุมัติเงินงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ โดยให้มีโอกาสรับเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ1ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ย 5-7ปี พร้อมทั้งจะมีช่วงพักชำระหนี้ไม่เกิน 2 ปี

19แบงก์รัฐ-เอกชนปล่อยกู้3หมื่นล้าน

วานนี้ (21 ก.ค.) ธนาคารออมสินลงนามบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู)กับ 18 สถาบันการเงินเพื่อดำเนินโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยเริ่มเปิดให้ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.จนถึง 31 ธ.ค.2559 คาดว่าจะเต็มวงเงินภายใน 2-3 เดือนนี้

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ออมสินได้ทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลน เพื่อช่วยปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐ อัตราดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 7 ปี โดยระยะแรกวงเงิน 1 แสนล้านบาท หมดลงในเวลารวดเร็ว ทำให้ต้องออกระยะที่ 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท

ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มติให้ออมสินทำซอฟท์โลนระยะที่ 3 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี นำไปปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือก่อสร้างโรงงานใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลา 7 ปีเท่าเดิม

“ออมสินทำซอฟท์โลน 3 ระยะวงเงินรวม 1.8 แสนล้านบาท ส่วนนี้ไม่กระทบกับฐานะของธนาคาร เพราะมีสภาพคล่องเพียงพอ ปกติจะกันสภาพคล่องไว้ที่ 16-17% ของฐานเงินฝาก หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ธนาคารยังได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลในการทำซอฟท์โลนในอัตราเท่ากับต้นทุนการเงิน หรือประมาณ 3% ต่อปี”

สินเชื่อซอฟท์โลน ออมสินจะปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 0.1% ต่อปี ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ หรือแบงก์รัฐจะนำซอฟท์โลนไปปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีในอัตรา 4% ต่อปี และออมสินจะได้รับเงินชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลอีกประมาณ 3% ต่อปี

แบงก์พาณิชย์ร่วมวงปล่อยกู้เอสเอ็มอี

ด้านธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมลงนามต่างเพิ่มวงเงินในการปล่อยกู้เอสเอ็มอี โดย นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน จัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อซอฟท์โลน เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับเอสเอ็มอี ประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30% จากวงเงินสินเชื่อในโครงการทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท

ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 40-50% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างที่ 300,000-400,000 ล้านบาท ส่วนทางด้านหนี้เสียของลูกค้าเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ถือว่าน้อยมาก แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะเจอปัญหาภัยแล้งและผลกระทบอื่นๆ แต่ขณะนี้ปัจจัยลบลดลง ดังนั้นหนี้เสียในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น

นายวิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าปล่อยกู้โครงการนี้ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของวงเงินปล่อยสินเชื่อทั้งหมดซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่กลุ่มเอสเอ็มอีที่ 80,000-100,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมียอดปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ 40,000-50,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ นางสาวจิตนา ใกล้สุวรรณ ผู้ช่วยสายงานสินเชื่อ 4 ธนาคารแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่าธนาคารหวังจะปล่อยสินเชื่อให้ได้มากที่สุด เน้นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีกลุ่มโรงน้ำแข็ง โรงแรมและอาหาร ในเบื้องต้นคาดว่าวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50 ล้านบาท

ปัจจุบัน ธนาคารมียอดสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างทั้งสิ้น 160,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายสิ้นปีนี้เพิ่มเป็น 170,000-180,000 ล้านบาท