วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

MINT - ซื้อ

การเยี่ยมชมโครงการ : ดีเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือความมั่นใจ

ประเด็นการลงทุน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมธุรกิจโรงแรม โครงการที่อยู่อาศัยฯพร้อมขาย และโครงการปันส่วนเวลา (timeshare) คือ Anantara Vacation Club (AVC) ของ MINT ที่จังหวัดภูเก็ต การสำรวจดังกล่าวทำให้เราได้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์คุณภาพระดับสูง กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รวมทั้งระบบการบริหารการจัดการและการบริการของบริษัทที่มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้เราเชื่อมั่นถึงประมาณการณ์กำไรที่จะเติบโตในครึ่งหลังของปี 2559 โดยแม้ว่าราคาเป้าหมายคำนวณด้วยวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ณ สิ้นปี 2559 ที่ 42 บาท แต่เรามองว่าหุ้นยังสามารถปรับตัวขึ้นไปมากกว่าราคาดังกล่าวได้เนื่องจากการคำนวณราคาเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่ 47 บาท สำหรับมูลค่าหุ้นนั้นเรามองว่ายังน่าสนใจเนื่องจากกำไรหลักเติบโตมากทำให้ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PEG ปี 2559 ที่ 1.1 เท่า ต่ำกว่าของ CENTEL ที่ 1.9 เท่า อยู่มากเกินไป ดังนั้นเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT

เป็นกำไรช่วงโลว์ซีซั่นที่ดีที่สุด ตามมาด้วยกำไรโตมากใน ไตรมาส 3/59

ในไตรมาส 2/59 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นที่บริษัททำกำไรในช่วงโลว์ซีซันได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเราคาดว่ากำไรหลักจะเติบโต 15% YoY และลดลงตามฤดูกาล QoQ อยู่ที่ 62% ทั้งนี้ในไตรมาส 3/59 กำไรหลักจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่ 40% YoY เกือบเป็นสองเท่า QoQ เนื่องจากโรงแรม Tavoli เข้าช่วงไฮซีซั่นอย่างเต็มตัว (โดยเราคาดมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90%) โดยบริษัทอาจมีโอกาสบันทึกกำไรพิเศษจากการเพิ่มเงินลงทุนของโรงแรมในแอฟริกาอีกด้วย ทั้งนี้ผลงานในเดือนเม.ย-มิ.ย นั้นยอดขายอาหารของสาขาเดิมเติบโต 2.5% YoY และยอดขายรวมทุกสาขาเติบโตที่ 10% ทั้งนี้รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยโดยรวมสิ้นไตรมาส 1/59 จนถึงปัจจุบันลดลง 1.0% YoY จากส่วนผสมของโรงแรมย แต่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมของบริษัทที่เป็นเจ้าของเดิมเพิ่มขึ้น 8% YoY ในจังหวัดกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 7% สำหรับต่างจังหวัดในประเทศไทย และ เพิ่มขึ้น 13% จากโรงแรม Oaks (ในรูปแบบเงินบาท) แต่ปรับตัวลดลง YoY จากมัลดีฟว์ แอฟริกา และบราซิล

โครงการอสังหาฯ เพื่อขายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันกำไรแบบต่อเนื่อง

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายของ MINT ประกอบด้วยโครงการอสังหาฯ เพื่อขายและและโครงการปันส่วนเวลา (timeshare) ได้แก่ อนันตรา เวเคชั่น คลับ โดยธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายเป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโตของกำไรในแผน 5 ปีข้างหน้าเสมอ โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายในปัจจุบัน 3 โครงการ ได้แก่ โรงแรมอนันตราลายัน ที่จังหวัดภูเก็ต (ขายไปแล้ว 5 ยูนิตจากทั้งหมด 15 ยูนิตเมื่อปลายเดือน มี.ค. 2559 ณ ราคาเฉลี่ยที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อยูนิต) และโครงการร่วมทุนขนาดเล็กจำนวน 2 โครงการในช่วงครึ่งหลังปี 2559 คือ อนันตราเซอร์วิสสวีท จังหวัดเชียงใหม่ (จำนวน 44 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 10ล้านบาทต่อยูนิต) และ ตอร์เรส รานี ที่มาพุโต ประเทศโมซัมบิก (จำนวน 6 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐต่อยูนิต)

โดยบริษัทมีแผนสร้างโครงการอสังหาฯ เพื่อขาย ขนาดมีนัยสำคัญในอนาคตที่ประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ซี่งโครงการดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรใน อนาคตระยะยาว นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรจากอนันตรา เวเคชั่น คลับจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งใน ปี 2560 หลังจากการปรับปรุงแพคเกจใหม่ในปีนี้เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพของผู้ซื้อเป็นหลัก โดยปัจจุบันมี ผู้ซื้อ timeshare หลักมาจากประเทศจีน ฮ่องกง ไทย และสิงคโปร์

ส่องกำไรหลักครึ่งหลังปี 2559 และ 2560 เติบโตน่าประทับใจ และเป็นต้นแบบสำหรับการกระจายการลงทุน

เราคาดการณ์ด้วยความเชื่อมั่นว่าบริษัมมีแนวโน้มกำไรหลักเติบโตอย่างน่าประทับใจในช่วงครึ่งหลังปี 2559 และ ปี 2560 หนุนโดยการเข้าซื้อกิจการก่อนหน้านี้ในทวีปแอฟริกา ประเทศออสเตรเลีย บราซิล และโปรตุเกส โดยเราคาดกำไรหลักในช่วงครึ่งหลังปี 2559 คิดเป็น 61% ของประมาณการกำไรหลักของเราทั้งปี 2559 คิดเป็นกำไรหลักครึ่งหลังของปี 2559 เติบโตแข็งแกร่งที่ 36% YoY และ 59% HoH ซึ่งกำไรหลักไตรมาส 4/59 อาจมีแนวโน้มจะทำสถิติสูงใหม่ได้ ทั้งนี้เราคาดกำไรหลักเติบโตที่ 15% สำหรับปี 2560 โดยมีโอกาสในการปรับเพิ่มกำไรจากการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมในอนาคตได้อีก ทั้งนี้ MINT คือเป็นต้นแบบของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่มีการกระจายความเสี่ยงได้อย่างดีมา ด้วยการกระจายรายได้จากโรงแรมในประเทศไทยที่ 34% ของรายได้โรงแรมรวม รายได้จากโรงแรมในประเทศออสเตรเลีย 20% รายได้จากโรงแรมเครือทิโวลีในประเทศบราซิลและโปรตุเกส 11% รายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์ 6% รายได้จากโรงแรมในทวีปแอฟริกา 3% และอีก18% จากยอดขายโครงการที่อยู่อาศัย ที่สำคัญบริษัทยังบริหารจัดการสถานะทางการเงินได้ดีเยี่ยม โดยแม้ว่าบริษัทได้ทำการซื้อกิจการเพิ่มเติมมาในตลอดสองปีที่ผานมาแต่เราคาดดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิที่เพียง 1.1 เท่า ณ สิ้นปี 2559 ต่ำกว่านโยบายของบริษัทที่ไม่เกิน 1.3 เท่า และต่ำกว่าเงื่อนไขของเจ้าหนี้การเงินของบริษัทที่ 1.75 เท่า อยู่มาก