ปรับประมาณการกำไรปี 58 ลดลง 22% และคาดกำไรปี 59 เติบโต 7.5%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- 3Q58 มีกำไรสุทธิ 242 ล้านบาทลดลง 12%QoQ และ 31%YoY : 3Q58 บริษัทมีกำไรสุทธิ 242 ล้านบาทลดลง 12%QoQ และ 31%YoY โดยมาจากการที่ผลประกอบการบริษัทย่อย ได้แก่ SAMTEL มีกำไรสุทธิลดลงจากการการเซ็นสัญญาบางโครงการที่เลื่อนออกไปปี 59 และค่าใช้จ่ายการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กำไรสุทธิของ SIM ปรับตัวลดลงถึง 77%QoQ และ 87%YoY จากภาวะการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือที่รุนแรงและการชะลอการตัดสินใจซื้อเครื่องโทรศัพท์เพื่อรอรุ่นใหม่ในช่วง 4Q58
- ปรับประมาณการปี 58 - ปี 59 คาดโต 7% แต่ยังคงมีความเสี่ยง : 9M58 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 790 ล้านบาทคิดเป็นเพียง 58% จากประมาณการ เพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการที่อ่อนแอ ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการรายได้ลง 4% และปรับเพิ่มต้นทุนการขายและบริการเพิ่มขึ้น 2% ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 58 จากเดิม 1,339 ล้านบาทเป็น 1,039 ล้านบาทลดลง 22% อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดว่าปี 59 บริษัทจะมีการเติบโตมากขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและคาดว่าจะเห็นเด่นชัดตั้งแต่ 1Q59 เป็นต้นไปจากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะผลักดันให้โครงการต่างๆเริ่มเปิดประมูลและดำเนินการ รวมถึงการเปิดใช้งานระบบ APPS ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมาจะช่วยผลักดันให้รายได้ของ SAMTEL เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยหนุนส่วนแบ่งรายได้มายัง SAMARTเต็มปีในปี 59 แต่บริษัทยังคงมีความเสี่ยงจาก SIM ที่จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดการพึ่งพายอดขายโทรศัพท์มือถือรวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจะกดดันต่อราคาขาย ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิปี 59 ราว 1,118 ล้านบาทเติบโตจากประมาณการปี 58 ราว 7.5%
- ความกังวลเกี่ยวข้องสำนวนคดีมาตรา 112 กดดันราคา : ความกังวลต่อการเป็นผู้เกี่ยวข้องคดีมาตรา 112 ยังคงมีต่อเนื่องหลังจากล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องสอบสวนเพิ่ม อย่างไรก็ตามนอกจากการตั้งสถานีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางผู้บริหารปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวข้องและยืนยันว่าธุรกิจยังคงดำเนินการตามปกติไม่มีการเปลี่ยนแปลง
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 59 เท่ากับ 20.10 บาท : แม้ว่าปี 59 บริษัทจะยังมีความเสี่ยงในเรื่องผลการดำเนินงานแต่การฟื้นตัวเศรษฐกิจรวมถึงราคาที่ปรับตัวลงมามากโดยลดลง 42% จากต้นปี ทำให้บริษัทมีความน่าสนใจ โดยมูลค่าเหมาะสมซึ่งประเมินจากวิธี Sum of the parts ได้เท่ากับ 20.10 บาทสำหรับปี 59 ซึ่งสูงกว่าราคาปิดปัจจุบัน ดังนั้น เราจึงแนะนำ “ซื้อ”









