วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

KTC - ซื้อเก็งกำไร

ผลประกอบการไตรมาส 3/58 ต่ำกว่าคาดจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกว่าคาด

กำไรไตรมาส 3/58 ต่ำคาด 5.5%

KTC รายงานกำไรไตรมาส 3/58 ที่ 499 ล้านบาท ลดลง 1% YoY แต่สูงขึ้น 8% QoQ ผลประกอบการต่ำกว่าประมาณการเรา 5.5% จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดย KTC ตั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไว้ที่ 1.58 พันล้านบาท แต่เราคาดไว้ที่ 1.48 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมสำรองหนี้เสียสูงขึ้น 6% YoY (แต่ลดลง 2% QoQ) เป็น 1.43 พันล้านบาท กำไรในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2558 คิดเป็น 70% ของประมาณการกำไรของเรา

ประเด็นหลักจากผลประกอบการ

สินเชื่อสุทธิเพิ่มสูงขึ้น 2% QoQ เป็น 55.8 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนก.ย. จากในช่วงสามเดือนก่อนหน้าที่ 54.7 พันล้านบาท ในขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยรับสุทธิของ KTC เพิ่มขึ้น 60bps QoQ เป็น 22.74% ในไตรมาส 3/58 หนุนโดยสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโต 14% YoY และ 10% QoQ เป็น 1.58 พันล้านบาท โดย KTC ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯไว้ที่ 799 ล้านบาทสำหรับไตรมาส 3/58 สูงขึ้น 13% YoY แต่ลดลง 8% QoQ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมไตรมาส 3/58 ยังคงอยู่ที่ 2.2% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็น 393% ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมาที่รายได้ตัวเลขทำสถิติสูงสุดที่ 395%

แนวโน้ม

เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโมของ KTC ตั้งแต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นไปหลังจากที่ธนาคารยังคงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีได้แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเป็นอย่างมากในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

เรายังคงประมาณการกำไรปี 2558 ที่ 2.2 พันล้านบาท

คำแนะนำ

เรามองว่าผลประกอบการกำไรของ KTC ได้แสดงโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการขึ้นเนื่องจาก 1.) สินเชื่อเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ (อ้างอิงจากตัวการบริโภคในประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/58 และในปีหน้ารวมถึงการเข้าซื้อกิจการสินเชื่อส่วนบุคคล) และ 2.) การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯสุทธิต่ำกว่าคาด เนื่องจากอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ 393% ในไตรมาส 3/58 โดยหุ้นซื้อขายกันด้วย PER ปี 2558 ที่ 11.4เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.9เท่า เนื่องด้วยแนวโน้มปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล ส่งผลให้เราปรับเป้าหมายราคาใหม่สำหรับปีหน้าเป็น 114 บาทต่อหุ้น อ้างอิงจาก justified PER ที่ 12.6เท่า เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร