"มาสเตอร์คูล" ไม่กังวลภาวะตลาดหุ้น มั่นใจเทรดวันแรกยืนเหนือจองที่ 1.80 บาท เหตุนักลงทุนเชื่อมั่นผลการดำเนินงานในอนาคต
นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KOOL กล่าวว่า บริษัทไม่ได้กังวลกับภาวะตลาดหุ้น และมั่นใจว่าในการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) ราคาจะยืนเหนือราคา IPO ที่ 1.80 บาทต่อหุ้น เนื่องจากหลังจากการเดินสายโรดโชว์ให้กับนักลงทุน มีผลตอบรับดี นักลงทุนเชื่อมั่นกับผลการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต
ทั้งนี้ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยปีละ 40% และในช่วงครึ่งปีแรกปี 2558 สามารถทำรายได้เติบโตกว่า 40% หรือ 437.26 ล้านบาท ซึ่งเกือบจะเท่ากับรายได้ทั้งปีในปี 2557 ที่มีรายได้ 463.49 ล้านบาท และบริษัทจะรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ปีนี้ให้เท่ากัปีก่อนที่ 7% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)ให้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 40%
บริษัทมีการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 120 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.80 บาท โดยคาดว่าจะได้เงินระดมทุนในครั้งนี้จำนวน 216 ล้านบาท สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปขยายคลังสินค้าในประเทศที่อยู่บริเวณโรงงานเดิมของบริษัทฯ จำนวน 30 ล้านบาท และใช้สำหรับการพัฒนาสินค้าใหม่ในช่วง 1-2 ปีนี้จำนวน 30 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยเงินที่ได้จะไม่มีการแบ่งไปชำระหนี้แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาว
นอกจากนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ถือว่าจะเป็นตัวช่วยในด้านแหล่งเงินทุน โดยจากเดิมบริษัทฯ มีการออกสินค้าใหม่ปีละ 1-2 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งในภายภาคหน้าเงินที่ได้จากตรงนี้จะทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการออกผลิตภัณฑ์
" มั่นใจ 100% ในการเข้าเทรดในสภาวะตลาดในปัจจุบัน ซึ่งสภาวะตลาดในปัจจุบันยังไม่มีหุ้น IPO ตัวไหนเข้ามาเทรด ซึ่งเราถือเป็นตัวแรกที่เข้ามาในช่วงนี้ และเชื่อว่านักลงทุนจะให้ผลตอบรับที่ดี " นายนพชัย กล่าว
สำหรับสัดส่วนการขายหุ้น บริษัทจะกระจายให้กับนักลงทุนรายย่อย 3-4 พันราย และที่เหลือจะเป็นสถาบันซึ่งยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย โดยมองว่า KOOL จะเป็นหุ้นที่ Growth stock เนื่องจากเป็นสินค้านวัตกรรม ประกอบกับคู่แข่งที่ค่อนข้างน้อยและเชื่อว่าในอนาคตจะยังขยายตัวได้อีกมาก โดยไม่มีความเสี่ยงในธุรกิจ แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจที่ชะลอและการเมืองไม่ปกติ บริษัทยังสามารถเติบโตได้
ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทมีการส่งออก 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งตลาดหลักยังคงเป็นในแถบอาเซียนและประเทศญี่ปุ่นเฉลี่ย 60-70% ส่วนที่เหลือจะเป็นตะวันออกลาง ออสเตรเลีย และแอฟริกา อีกทั้งบริษัทได้ขยายช่องทางในการจัดจำหน่ายในประเทศ โดยจะบุกไปยังโมเดิร์นเทรด อาทิเช่น บิ๊กซี โกลบอลเฮ้าส์ ไทยวัสดุ จากเดิมที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายในโฮมโปร เมกาโฮม และแม็คโคร ซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% และตั้งเป้าภายใน 5 ปี คาดว่าสัดส่วนรายได้ทั้งในและต่างประเทศจะอยู่ที่ 50% เท่ากัน
นายนพชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลยุทธ์ใน 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทจะเน้นการขายสินค้าแบบ Business to Consumer หรือ B2C ซึ่งจะช่วยให้สินค้าของบริษัทเป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าครัวเรือนมากขึ้นโดยปัจจุบันบริษัทมีการผลิตสินค้าแบบ B2C ในประเทศจีน ซึ่งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตบาง แต่ทั้งนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินหยวนเข้ามาชดเชยการอ่อนค่าของเงินบาทได้ 3-4% อีกทั้งการที่บริษัทได้มีการกระจายสินค้าส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ทำให้สามารถชดเชยการเสียประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนได้








