วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลท.หั่นเป้าวอลุ่มเทรดเหลือ4.7หมื่นลบ./วัน

"ตลาดหลักทรัพย์" รับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปีนี้พลาดเป้า คาดเหลือ 4.7 หมื่นลบ./วัน พร้อมคงเป้าหมายระยะยาวมาร์เก็ตแคปที่ 20 ล้านล้านบาท

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ยอมรับว่า มูลค่าการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ราว 5.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน โดยคาดว่าจะเหลือเพียง 4.7 หมื่นล้านบาทต่อวัน เป็นไปตามภาวะตลาดที่ผันผวน โดยคาดว่าครึ่งปีหลังตลาดหุ้นไทยจะยังคงผันผวน เนื่องจากยังมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศคอยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะที่ประเมินว่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะกระทบต่อเม็ดเงินต่างชาติไหลออกในระยะสั้น ซึ่งเป็นทั้งภูมิภาค โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดที่เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจที่สุดในภูมิภาคเนื่องจากมีสภาพคล่องรวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูง แม้ P/E อาจจะสูงกว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์แต่เมื่อรวมกับอัตราการจ่ายเงินปันผลการลงทุนในหุ้นไทยยังมีผลตอบแทนที่มากกว่า โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์มี Dividen Payout Ratio ที่ 53% ส่วนตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 60% ขณะที่ P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 20 เท่า ตลาดหุ้นสิงคโปร์อยู่ที่ 15 เท่า ส่วน Forward P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 15 เท่า ตลาดหุ้นสิงคโปร์อยู่ที่ 14 เท่า

สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยทางจิตวิทยาในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนรับรู้ข่าวดังกล่าวมากว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งจะเป็นการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เป็นลักษณะเข้าเก็งกำไรระยะสั้นให้ไหลออก แต่จะไม่รุนแรงเหมือนตอนประกาศยกเลิก QE

ทั้งนี้ปัจจุบันการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นไทยคิดเป็นสัดส่วน 31.32% มาร์เกต็แคป ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบปกติที่ 30-35% โดยการขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้เป็นเม็ดเงินที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นเป็นรอบๆ มากกว่า ซึ่งเม็ดเงินลงทุนระยะยาวยังคงถืออยู่ในระดับปกติ

ขณะเดียวกันพื้นฐานของบริษัทฯ จดทะเบียนไทยถือว่าแข็งแกร่ง มีอัตราหนี้สินต่อทุนเฉลี่ยเพียง 1.29 เท่า ต่ำกว่าปี 2540 ที่อยู่ระดับ 8.08 เท่า และมีสัดส่วนรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศถึง 46% ถือว่ากระจายความเสี่ยงได้หลากหลายและมีความทนทานต่อภาวะทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ส่วนการที่กระทรวงการคลังประกาศจะขายหุ้นบริษัทที่ถืออยู่ไม่ถึง 50% เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ของรัฐบาล มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน เพราะเป็นลักษณะการขายยกล็อตไม่ได้ขายในกระดาน ที่สำคัญหุ้นส่วนใหญ่ที่ภาครัฐถืออยู่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ซึ่งมีนักลงทุนสถาบันทั้งในแต่ต่างประเทศสนใจเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก โดยทางตลาดหลักทรัพย์ก็ได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังเสมอเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังคงเป้าหมายมาร์เก็ตแคปรวมแตะ 20 ล้านล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายแตะ 1 แสนล้านบาทในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีมาร์เก็ตแคปราว 13 ล้านล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายที่ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทต่อวัน โดยแม้ในระยะสั้นจะมีปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายในมากระทบ Sentiment ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ แน่นอน เพราะเป้าหมายที่วางไว้ ตลท.ได้วางแผนบนสมมติฐานต่างๆ ไว้อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งได้มีการพัฒนาและยกระดับตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องเพื่อการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุนมั้งในและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ยังคงเป้าหมายมาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอปีนี้ที่ 2.5 แสนล้านบาท โดยล่าสุดทำได้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งมีอีก 24 บริษัทที่อยู่ระหว่างการยื่นไฟลิ่งเพื่อเข้าจดทะเบียนในปีนี้ โดยผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว 8 บริษัท ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนระดมทุนผ่านการเพิ่มทุนจำนวน 1.36 แสนล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.3 แสนล้านบาท แต่คงจะไม่มีการปรับเพิ่มเป้าดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากเป็นเพราะมีการเพิ่มทุนเพื่อควบรวมกิจการขนาดใหญ่ 2 กลุ่มบริษัท คือ BMCL-BECL และ WHA-HEMRAJ

นอกจากนี้ ตลท.อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังก.ล.ต.อนุมัติและประกาศใช้เกณฑ์ Primary Listing, Secondary Listing, Infrastructure Trust และ Infrastructure Fund ซึ่งเจรจาอยู่มากกว่า 10 บริษัท โดยเจาะกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสิงคโปร์ โดยคาดว่าภายในปีนี้จะเห็น 1 บริษัทเข้ามาจดทะเบียนแบบ Secondary Listing แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้