คาด BCP แจ้งกำไรสุทธิ 2Q58 เติบโตเท่าตัว
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดแจ้งกำไรสุทธิ 2Q58 ราว 2.4 พันล้านบาท +132%QoQ, 95%YoY : ฝ่ายวิจัยคาดว่า BCP จะประกาศกำไรสุทธิ 2Q58 ที่ 2,446 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจาก 2 ธุรกิจคือ ธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจผลิตไฟฟ้าจาก Solar ด้านธุรกิจโรงกลั่นได้เพิ่มกำลังการกลั่นสู่ 111.9 แสนบาร์เรลต่อวัน(KBD) เพิ่มขึ้น 3%QoQ ในขณะที่คาดว่าค่าการกลั่นจะทรงตัวในระดับสูงที่ 10-11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งสูงกว่าในภาวะปกติที่ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ BCP มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบหลังราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยใน 2Q58 ปรับตัวขึ้นกว่า 9.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจาก 1Q58 ทางด้านธุรกิจผลิตไฟฟ้าจาก Solar ใน 2Q58 สามารถสร้างรายได้มากกว่าในไตรมาส1 เนื่องจากมีความเข้มแสงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 5.5 สู่ระดับ 6 หลังฝนตกน้อยกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งปีนี้เป็นการรับรู้กำลังการผลิต 118 MW เต็มปีเป็นปีแรกอีกด้วย สำหรับธุรกิจสถานีจำหน่ายน้ำมันแย่งลงจาก Q1 ค่าการตลาดเริ่มอ่อนตัวเนื่องจากราคาขายปลีกปรับตัวขึ้นช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ แต่ยอดขายน้ำมันต่อเดือนยังคงเพิ่มขึ้น 4%QoQ เป็น 468 ล้านลิตรต่อเดือนช่วยชดเชยค่าการตลาดที่ปรับตัวลง ขณะที่ต้นทุนต่างๆ คาดว่ายังใกล้เคียงกับในไตรมาสก่อนหน้า
- แผนลงทุนการผลิตไฟฟ้าจาก Solar อาจพลาดเป้าที่ 250 MW : ผู้บริหารมองว่ามีความไม่ชัดเจนในการประมูล Solar ชุมชนและสหกรณ์ของรัฐบาล ทำให้แผนการลงทุนของ BCP ที่จะลงทุนในโครงการดังกล่าวล่าช้าออกไป ส่งผลให้เป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก Solar ที่ 250 MW อาจต้องเลื่อนออกไปก่อน โดยล่าสุด BCP มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากรวม Solar 180 MW ซึ่ง 118 MW ได้ดำเนินการผลิตแล้ว ขณะที่อีก 60 MW กำลังก่อสร้างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
- มองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง : ปัจจุบันกำลังศึกษาการลงทุนในเหมือง Lithium ในสหรัฐ เนื่องจากเล็งเห็นความต้องการของแร่ Lithium ในอนาคต โดยแร่ Lithium ส่วนใหญ่ใช้ในผลิตภัณฑ์แบตเตอร์รี่ที่กำลังขยายตัวตามอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ยังศึกษาการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากความร้อนใต้โลก (Geothermal) ในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียซึ่งทาง BCP จะถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 50% เพื่อให้มีอำนาจในการบริหารงาน
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้าปี 58 : 37.80 บาท : หากกำไรใน 2Q58 ออกมาตามคาดจะส่งผลให้กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็น 70% ของประมาณการ แต่แนวโน้มราคาน้ำมันในไตรมาส 3 เริ่มอ่อนตัวทำให้อาจมีขาดทุนจากสินค้าคงเหลือกดดันผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 อีกทั้งค่าการกลั่นเริ่มอ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง เราจึงคงประมาณการกำไรทั้งปีที่ 4,940 ล้านบาทตามเดิม ในการประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio โดยอิง Prospective PE ที่ 10.5 เท่าคาดการณ์ EPS ปี 58 ที่ 3.60 บาทจะได้ราคาเหมาะสมปี 58 ที่ 37.80 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”









