"สุกฤตย์" คาดราคาน้ำมันดิบดูไบครึ่งแรกปีนี้จะอยู่ในช่วง 50 – 70 ดอลลาร์/บาร์เรล พร้อมจับตาปฏิรูปพลังงาน
นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มและสถานการณ์น้ำมันโลกปี 2558 ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบน่าจะมีราคาอยู่ในช่วง 50 – 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปรับลดลงอย่างมากจากปี 2557 ที่ราคาดูไบเฉลี่ย 97 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากข้อมูลล่าสุดคาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบจะขยายตัวระดับ 900,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีความต้องการหลักจากเอเชีย
สำหรับอุปทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นระดับใกล้เคียงกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกโดยเฉพาะสหรัฐที่มีการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ขณะที่มีโรงกลั่นใหม่เพิ่มขึ้นทั้งจากตะวันออกกลางและภูมิภาคเอเชียประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าจะมีโรงกลั่นเก่าปิดตัวลงกว่า 300,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้กำลังการกลั่นสุทธิเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ค่าการกลั่นน่าจะทรงตัวระดับที่ดี
หลังจากนั้นมีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากชะลอการลงทุนของแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่มีต้นทุนสูงและไม่คุ้มทุนที่ระดับราคาปัจจุบัน จากทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ค้าน้ำมันทำการเช่าเรือเก็บน้ำมันลอยลำกลางทะเล (Floating Storage) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ระดับ 60 ล้านบาร์เรลในเดือนมกราคม
ส่วนผลกระทบราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมาก คาดว่าจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ดีขึ้นปี 2558 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (อียู) จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย ยกเว้นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ได้รับผลกระทบทางลบ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง และรัฐเซีย เป็นต้น
ด้านผลกระทบกับอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันในประเทศ คาดว่าปีนี้อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันในประเทศ จะปรับตัวดีขึ้น จากการคาดการณ์เศรฐกิจที่เติบโตสูงขึ้น อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปจะเพิ่มขึ้นจากราคาที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้มีกำไรจากสตอกน้ำมัน นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดิบลดลง ทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยลงช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน ประกอบกับค่าการกลั่นที่คาดว่าจะดีขึ้น จากการที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาคปรับตัวลงช้ากว่าการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ ตลอดจนการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรฐกิจในภูมิภาค
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองปี 2558 คือ การปฎิรูปพลังงานที่มีวัตถุประสงค์ให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ









