"ธปท."แจงปัญหาศก."ยุโรป-จีน"อาจกระทบท่องเที่ยวไทยปีนี้ "กูรูท่องเที่ยว"ชี้ทิศทางระยะยาวไทยเสี่ยงเผชิญปัญหาพัฒนาไม่ทันการเติบโตนักท่องเที่ยว
การเสวนาหัวข้อ"มองภาพใหญ่ ท่องเที่ยวไทย 2558" วานนี้ (20 ก.พ.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ท่องเที่ยวของ 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์วิจัยด้านตลาดการท่องเที่ยว (ทีเอทีไอซี) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการท่องเที่ยว สำนักงานสถิติแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ความเสี่ยงมาตั้งแต่ปี 2551-2552 มาถึงปีนี้ แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางที่ต้องจับตาไปที่เศรษฐกิจยุโรป และจีนที่อาจเติบโตชะลอตัว
ส่วนภาพรวม คาดว่า ปีนี้ตลาดยุโรปมาไทย หากไม่รวมรัสเซียยังน่าจะยังไปได้ โดยมีอัตราใกล้เคียงปีที่แล้ว เพราะหากพิจารณาสถิติตั้งแต่ปี 2551 พบว่า นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้ยังคงรักษาแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หากเทียบสัดส่วนอาจจะลดลง เพราะมีตลาดจีนเข้ามาขยายส่วนแบ่งตลาด แต่หากเทียบรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่จัดอยู่ในกลุ่มตลาดระยะไกล (Long Haul) แล้ว ถือว่ายังสูงกว่าตลาดเอเชียที่เป็นระยะใกล้ (Short Haul) กว่าเท่าตัว
แนะสร้างมูลค่าเพิ่มดันท่องเที่ยวยั่งยืน
ดังนั้น การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยระยะยาว นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว ควรมุ่งเป้าไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืน ด้วยการให้ความสำคัญกับกลุ่มตลาดระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า
นอกจากนั้น ควรเจาะกลุ่มตลาดที่มีแนวโน้มขยายฐานสูงขึ้น เช่น กลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากประชากรโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ขยายตัวสูง รวมถึงการเดินทางในเชิงธุรกิจการจัดประชุมและสัมมนา (ไมซ์)
"ยอมรับว่าตลาดรัสเซีย ยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวจะมี 6.5% แต่ด้วยการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ เช่น พัทยา และภูเก็ต จึงอาจทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบสูง"นายดอน กล่าว
ธปท.ประเมินนักท่องเที่ยวปีนี้เท่าปี56
ธปท.จึงคาดการณ์เบื้องต้นว่าปีนี้ ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 26.5 ล้านคน เท่ากับปี 2556 และอาจจะเพิ่มมากกว่าจำนวนดังกล่าวได้ หากว่าไม่มีผลกระทบรุนแรง เช่น เกิดวิกฤติถดถอยระลอกใหม่ในยุโรป หรือเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปภูมิภาคอื่นๆ และยังประเมินว่าการท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพสูง สังเกตได้จากสัดส่วนของจีดีพีซึ่งอยู่ที่ 6% เมื่อปี 2553 แต่ในอีก 3 ปีถัดมาคือปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 11%
ประเด็นที่น่ากังวลคือ การพัฒนาอุปทานให้พร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะความสามารถในการรองรับของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ สนามบินแห่งชาติ ระบบขนส่งมวลชน และการพัฒนาบุคลากรด้านบริการ จะเติบโตทันการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวหรือไม่ รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจต่างๆ ที่เปิดให้บริการเพื่อรองรับท่องเที่ยว ซึ่งพบว่าเริ่มมีปัญหาการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น เช่น โรงแรมที่ไม่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ที่เข้ามาแข่งขันกับกลุ่มธุรกิจที่ทำถูกต้องอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โครงสร้างราคาเฉลี่ยของธุรกิจบริการในไทยต่ำลง
นอกจากนี้ ธปท. ได้ทำงานวิจัยเชิงนโยบายด้านท่องเที่ยว โดยวางเป้าหมายศึกษาความพร้อมในเชิงอุปทานของไทยโดยเฉพาะ โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมในการรองรับการเติบโตในเชิงปริมาณว่าสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคตหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยจะทำควบคู่กับเรื่องการส่งออก และแรงงาน คาดว่าจะได้ผลสรุปออกมาช่วงกลางปีนี้ เพื่อให้หน่วยงานด้านนโยบายต่างๆ นำผลการศึกษาไปใช้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องท่องเที่ยวต่อไป
จีนหนุนท่องเที่ยวโตเชิงปริมาณ
นายประสพสุข ดำรงชิตานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดจีนจะเข้ามาผลักดันการเติบโตในเชิงปริมาณของการท่องเที่ยวไทยชัดเจน แม้ว่าเศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรง โดยศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะเติบโตอีก 10% เป็น 5.6 ล้านคน
ดังนั้น ประเด็นที่ควรเตรียมคือ ความพร้อมรองรับในเชิงทรัพยากร รวมถึงการดูแลสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ให้สมดุล เพราะจุดแข็งของการท่องเที่ยวไทยคือทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่น แต่หากนักท่องเที่ยวเข้ามาในปริมาณมาก ก็ต้องหาทางรักษาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้ได้
นอกจากนี้ ควรสร้างความหลากหลายของกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น ในแง่ประชากรศาสตร์จากตลาดหลัก อาทิ จีน จะพบว่าส่วนใหญ่ที่เดินทางมาไทยมีอายุต่ำกว่า 35 ปี ส่วนญี่ปุ่นจะมีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป ดังนั้นเมื่อเห็นช่องว่างนี้ จึงควรวางกลยุทธ์เข้าไปจับกลุ่มอายุที่มีความหลากหลายช่วงวัยของแต่ละตลาดมากขึ้น
คาดปีนี้ตลาดรัสเซียลดลง 24%
ส่วนตลาดรัสเซียนั้น ประเมินว่าปีนี้อาจจะลดลงไปราว 24% เพราะมีทั้งปัญหาค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลงไปกว่า 50% ทำให้การใช้จ่ายเพื่อเที่ยวต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงแตะระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซียในฐานะผู้ส่งออกน้ำมัน
นายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปีนี้ ททท.คาดว่า หากยังคงอัตราการเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ของปีก่อนได้ ตลาดจีนมาไทยจะยังมีแนวโน้มเติบโตได้ถึง 6 ล้านคน
หากพิจารณาเฉพาะเดือน ก.พ.ซึ่งตรงกับเทศกาลตรุษจีน พบว่า มีการเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) มาไทยถึง 900 ลำ พร้อมนักท่องเที่ยวราว 3 แสนคน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลัก เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้
นายสันติ ยังแนะว่า พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวไทยที่รองรับตลาดจีน อาจเผชิญกับปัญหาการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างการท่องเที่ยว เพราะมีหลายคนที่เพิ่งมีประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกที่ไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมมิติเชิงสังคมต่อการท่องเที่ยว จึงได้จัดทำคู่มือสิ่งที่ควรปฏิบัติและห้ามปฏิบัติ (Do and Don’t in Thailand) แจกให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาทำวีซ่าเข้าไทย พร้อมกับขอความร่วมมือไปยังบริษัทนำเที่ยว ช่วยให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของลูกทัวร์
บุกตลาดทางเลือกกระจายเสี่ยงจีน
"ไม่ห่วงว่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวจีนจะลดลง เพราะประเมินจากกระแสตลาดเอาท์บาวด์ (ขาออก) ของจีนปีนี้คาดว่ายังสูงถึง 140 ล้านคน แต่สิ่งที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะตื่นตัวมากกว่าคือ การพัฒนาศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวทั้งตลาดจีน และตลาดต่างชาติทั้งหมด ที่มีการคาดการณ์จากหลายแห่งว่าจะแตะระดับ 40-50 ล้านคนในอนาคตอันใกล้"
ในแง่การทำตลาด ททท. จะไม่อิงกับการพึ่งพาตลาดจีน แต่จะให้ความสำคัญกับตลาดอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่มีสัดส่วนกว่า 26.7% ที่ไทยมีโอกาสพัฒนาตัวเองเป็นจุดหมายช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากที่ตั้งเป็นศูนย์กลางที่ทุกประเทศในอาเซียนเดินทางมาได้ง่าย และมีจังหวัดชายแดน ที่มีแหล่งค้าขายรองรับการเดินทางด้วยรถยนต์ ที่ปัจจุบันมีความสะดวกของถนนหนทางมากขึ้น
นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับตลาดยุโรปตะวันออก ซึ่งในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมาเติบโตในระดับสูงกว่า 10% ต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในยุโรป เช่นเดียวกับตลาดอินเดีย ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มใช้จ่ายสูงเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น กลุ่มคู่แต่งงาน จะขยายกลุ่มไปยังคู่ฮันนีมูน มาไทยมากขึ้นด้วย
มัคคุเทศก์จีนน้อยกว่าตลาด
ด้านนางสาวสุชาวดี ศรีสุวรรณกาฬ ผู้เชี่ยวชาญสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนมัคคุเทศก์ภาษาจีนไม่พร้อมรองรับตลาด เพราะปัจจุบันมัคคุเทศก์ที่จดทะเบียนทั่วประเทศราว 52,9000 คน มีส่วนที่ใช้ภาษาจีนในการสื่อสารได้เพียง 10,000 คนเท่านั้น









