วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.หั่นเป้า'เงินเฟ้อ'ปีนี้ใกล้0%

ธปท.เตรียมหั่นประมาณการเงินเฟ้อ คาดค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ใกล้ 0% ส่วนปีหน้า 2.5% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1% ยันไม่เกิดภาวะเงินฝืด

ธปท.เตรียมหั่นประมาณการเงินเฟ้อ คาดค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ใกล้ 0% ส่วนปีหน้า 2.5% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1% ยันไม่เกิดภาวะเงินฝืด เชื่อหลังปรับโครงสร้างพลังงานเสร็จ ส่งผลกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ด้าน “ทนง”ติงดอกเบี้ยไทยสูง ดูดเงินไหลเข้า แนะทยอยลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม 2 ครั้งหน้า


การลดลงของราคาน้ำมันโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อทั่วโลกปรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนม.ค.2558 ติดลบ 0.41% ครั้งแรกในรอบ 64 เดือน ส่งผลให้หน่วยงานทางเศรษฐกิจหลายแห่งเริ่มปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ลง ทั้งยังนำมาซึ่งข้อถกเถียงที่ว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญกับภาวะเงินฝืดหรือไม่


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปใหม่ที่ ธปท. ประเมินไว้ในปีนี้อาจต่ำกว่า 1% เล็กน้อย แต่ค่าเฉลี่ยโดยรวมทั้งปียังคงเป็นบวก ในขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ที่ประมาณ 1% เศษ ดังนั้นภาพรวมยังไม่นับเป็นภาวะเงินฝืด


“การคาดการณ์ของเรายังมองค่าเฉลี่ยในส่วนของ Core inflation (เงินเฟ้อพื้นฐาน) ในปีนี้ไว้ที่ 1% กว่าๆ ส่วน Headline inflation (เงินเฟ้อทั่วไป) เฉลี่ยทั้งปี อาจต่ำกว่า 1% เล็กน้อย แต่ยังคงเกาะอยู่แถวขอบล่างไม่ได้ติดลบ เพราะช่วงครึ่งปีหลังเรามองว่าจะเป็นบวก” นายประสาร กล่าว


คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 11 มี.ค. และจะออกรายงานนโยบายการเงินวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งเป็นการปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใหม่


ทั้งนี้ รายงานนโยบายการเงินครั้งล่าสุดเดือนธันวาคม 2557 กนง.คาดการณ์ในปี 2558 เงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 1.2% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2% ซึ่งปรับลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้านั้น


คาดปี 2559 เงินเฟ้อทั่วไป2.5%


นายประสาร กล่าวว่าในปีหน้า ธปท. ยังคาดการณ์ค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่ 2.5% โดยมองว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะลดลงไปมากกว่านี้นัก และน่าจะเริ่มสร้างฐานราคาใหม่ ก่อนทยอยปรับขึ้นเล็กน้อย ซึ่งตัวเลขที่เริ่มมีการพูดถึงกัน คือ สูงกว่าระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเล็กน้อย


“ปีหน้าก็คงเริ่มในฐานใหม่ ซึ่งราคาน้ำมันคงไม่ลงมาเยอะเหมือนกับตอนนี้แล้ว เพราะอย่าลืมว่าตอนนี้ราคาลงจากระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าลงไป 50% ถ้าจะให้ลงอีก 50% หมายความว่าราคาต้องหล่นไปอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเวลานี้ไม่มีใครคิดไปถึงตรงนั้น” นายประสารกล่าว


ธปท.ย้ำอุปสงค์แค่ชะลอ


นายประสาร กล่าวด้วยว่า เงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบในขณะนี้ เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลง เพราะถ้าดูเงินเฟ้อพื้นฐานจะเห็นว่ายังเป็นบวกอยู่ ในขณะที่อุปสงค์แม้ชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทรุดตัวลง จึงไม่ได้มีลักษณะของภาวะเงินฝืด


นอกจากนี้ในระยะข้างหน้า หลังการปรับโครงสร้างราคาพลังงานแล้วเสร็จ ภาคการบริโภคก็น่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยช่วงที่ผ่านมาการส่งผ่านด้านราคาอาจยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะเราอยู่ในช่วงของการปรับโครงสร้างพลังงาน


“ของเราช่วงที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้างพลังงาน ผลของน้ำมันโลกที่ลดลงจึงส่งผ่านไปยังผู้บริโภคน้อย อย่างเดือนก่อนตัวเลขตลาดโลกคิดเป็นเงินบาทลดลง 34 บาท แต่ส่งไปยังผู้บริโภคเพียง 13 บาท แต่หลังจากที่การปรับโครงสร้างฯ แล้วเสร็จ และกองทุนน้ำมันสามารถจัดการได้ดีพอ ในอนาคตหากราคาน้ำมันยังลดต่อ ผู้บริโภคก็น่าจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จากการส่งผ่านที่ทำได้มากขึ้น”นายประสารกล่าว


คาดเศรษฐกิจครึ่งปีแรกโต4%กว่า


นายประสาร กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า การเติบโตยังเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดย ธปท. ได้คาดการณ์การเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกไว้ที่ 4% เศษ ซึ่งเป็นผลของฐานในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับต่ำ ส่วนครึ่งหลังของปีคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 3% เศษ และทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีในปีนี้อยู่ที่ 4%


“การฟื้นตัวยังค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการลงทุนเริ่มกลับมาบ้าง การส่งออกยังไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่ก็เป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ” นายประสาร กล่าว


'ทนง'หวั่นยุโรปป่วนตลาดเงินโลก


ด้าน นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตได้ดี ขณะที่ยุโรปยังมีปัญหาโดยเฉพาะในกรีซ และความขัดแย้งในหลายประเทศ ทั้งนี้ หลายประเทศประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทำให้ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ


"ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ หลายประเทศประสบกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฝั่งของภาครัฐที่หลายประเทศมีปัญหาหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในหลายประเทศการอัดฉีดเงินเข้าระบบ และการลดดอกเบี้ย ส่งผลข้างเคียงให้เกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากขึ้น"


นายทนง กล่าวด้วยว่า การเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อการส่งออกของกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีการส่งออกไปยังยุโรป 25% ประเทศจีน 25% ซึ่งได้รับผลกระทบในส่วนนี้ไปด้วย ทำให้การส่งออกชะลอตัว มีเพียงการส่งออกในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเท่านั้น ที่ยังสามารถขยายตัวได้ ดังนั้น อาเซียนควรหันมาพึ่งพาการส่งออกระหว่างกันมากขึ้น


ติงธปท.ดำเนินนโยบายการเงินลำเอียง


สำหรับประเทศไทยนั้นยังเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถาม ในเมื่อทิศทางของดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศอยู่ระดับต่ำ แต่ไทยเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูง สวนทางกับต่างประเทศ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะเข้ามาหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้เกิดภาวะเงินทุนผันผวน และมีผลกระทบกับอัตราค่าเงินบาท ที่จะแข็งค่าต่อเนื่อง กระทบกับผู้ส่งออก 


นายทนง กล่าวว่า เหตุผลที่ ธปท. เลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับที่สูง เพราะยังยึดติดกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ที่ผ่านมาเมื่อเงินเฟ้อสูง ธปท.จะเลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุม แต่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2% แต่ธปท. กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจเกิดจากความลำเอียง ที่กลัวในเรื่องอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพมากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด  

แนะทยอยลดดบ.เหลือ1.5%


อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในต่างประเทศ จะพบว่า หลายประเทศไม่ได้ดูกรอบการเติบโตเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ดูในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินทุนเคลื่อนย้าย เข้ามาประกอบด้วย 


“ในทัศนะของผม มองว่า ธปท.ควรเลือกใช้วิธีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ใน 2 ครั้งถัดไป ควรปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งละ 0.25 % มาอยู่ที่ 1.5% ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยปลอดภัยจากปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวน และช่วยลดการแข็งค่าของค่าเงินบาทได้” นายทนง กล่าว


สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มองว่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 3 - 3.5 % โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่โดยส่วนตัวมองว่าการเบิกจ่ายของภาครัฐอาจยังมีความล่าช้าประมาณ 10-20% ดังนั้นจึงต้องควบคุมการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ


'ทีเอ็มบี'มอง'บาท/ยูโร'ส่อแตะ35


ด้าน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่า ความผันผวนของค่าเงินยูโรเพิ่มขึ้น หลังจากกรีซประกาศยกเลิกนโยบายรัดเข็มขัด สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป ซ้ำเติมเงินยูโรอ่อนค่า หลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศใช้มาตรการคิวอีก่อนหน้านี้ 

นอกจากนี้ยังมองว่า แนวโน้มค่าเงินยูโร มีความเสี่ยงด้านการอ่อนค่า มากกว่าแข็งค่า จากปัญหาความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในยุโรป โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นเงินยูโรแตะระดับ 35 บาทต่อยูโร ในกลางปีได้  ซึ่งผลกระทบโดยตรงจะเกิดขึ้นกับผู้ส่งออกไปยุโรป ผู้ส่งออกจึงควรบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ลดธุรกรรมในรูปยูโรลงบ้าง พยายามเพิ่มธุรกรรมในเงินสกุลอื่นกับคู่ค้า หรือทำสัญญาขายยูโรล่วงหน้าเอาไว้แต่เนิ่นๆ