หุ้นไทยวานนี้บวก 37.99 จุด ระหว่างวันพุ่งทะลุ 1,600 จุด รับอานิสงส์อีซีบีออกมาตรการคิวอีมูลค่าสูงกว่าตลาดคาด
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวานนี้ (23 ม.ค.) ดัชนีปิดการซื้อที่ระดับ 1,598.33 จุด เพิ่มขึ้น 37.99 จุด หรือ 2.43% ระหว่างวันดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.05 จุด มูลค่าการซื้อขาย 70,000 ล้านบาท
นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นวานนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นโดนเด่น รับแรงหนุนจากผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวันที่ 22 ม.ค. โดยอีซีบี ประกาศซื้อพันธบัตร 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 5 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และจะเริ่มต้นในเดือนมี.ค. ปีนี้จน ถึงเดือนก.ย.ปี 2559 อีกทั้งทางอีซีบีได้ระบุว่า จะซื้อพันธบัตรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ 2% และจะเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลในหลายประเทศ อีซีบียังได้ประกาศคงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.05%
ขณะที่สัปดาห์หน้า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย หาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยคาดจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนให้ดัชนีขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุดได้ อีกทั้งติดตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ซึ่งเฟดเอง ยังไม่น่าจะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ถือต่อเพื่อรอขายบริเวณแนวต้านที่ 1,600-1,650 จุดและเข้าซื้อช่วงดัชนีฯอ่อนตัวที่แนวรับ 1,550-1,560 จุด
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยขานรับธนาคารกลางยุโรปออกมาตรการคิวอีเพิ่มเติมสูงกว่าคาดที่ระดับ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน จากที่คาดการณ์ไว้ 5 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น และหุ้นไทยก็ตอบรับไปพอสมควรแล้ว ส่วนกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้ามา ในเชิงเปรียบเทียบเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียน่าจะน้อยกว่าสหรัฐที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างสดใส หากนักลงทุนที่จะเข้ามาเก็งกำไรช่วงนี้ มองว่าจะเป็นการไล่ราคาที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาก ด้วย UPSIDE ที่จำกัดมากขึ้น
ขณะที่สัปดาห์หน้าธนาคารกลางสหรัฐประชุมรอบใหม่ ติดตามเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ประชุมรอบถัดไป วันที่ 28 ม.ค. คาดว่ากนง. ยังไม่น่าจะรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นตัวเร่งให้หนี้ครัวเรือนให้ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่าเดิม
ภายหลังสนช. มีมติด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 ถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมีแรงกังวลว่าจะเป็นตัวจุดชนวนความร้อนแรงรอบใหม่การเมืองไทย เนื่องจากมีกระแสบางส่วนที่ไม่พอใจการปฏิวัติครั้งนี้ ภายใต้กฎอัยการศึก ดังนั้นจึงต้องให้น้ำหนักปัจจัยการเมืองมากขึ้น ตลอดจนการยกเลิกกฎอัยการศึกก็อาจจะยากกว่าเดิม
สำหรับสัปดาห์หน้า คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัดมากขึ้น เนื่องจากดัชนีได้ตอบรับปัจจัยบวกต่างๆ ไปพอสมควร อีกทั้งยังต้องติดตามผลการเลือกตั้งกรีซ วันที่ 25 ม.ค. นี้ ซึ่งหากฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกช่วยเหลือหากกรีซยกเลิกมาตรการรัดเข็มขัด รวมถึงการเมืองไทยที่อาจจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศออกมา น่าจะเป็นกลางต่อบรรยากาศการลงทุน รวมถึงค่า PE ที่สูงขึ้นถึง 18 เท่า สะท้อนว่าหุ้นไทยค่อนข้างแพงแล้ว
ด้านกลยุทธ์ แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อรอเข้าซื้อใหม่จังหวะที่ดัชนีฯ ย่อตัว โดยประเมินแนวรับ 1,550 จุด แนวต้าน 1,620 จุด
บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า อีซีบีตัดสินใจประกาศการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเอกชนจำนวนเดือนละ 60,000 ล้านยูโร โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ไปจนกระทั่งถึงเดือนกันยายนปี 2016 รวมทั้งมีการเปิดช่องว่าอาจมีการเข้าซื้อพันธบัตรต่อหากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ที่ 2% ถือเป็นข่าวบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ในช่วงถัดไปจะทำให้หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งน่าจะได้เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า แม้การดำเนินมาตรการคิวอีของอีซีบีจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ด้วยระดับวงเงินที่ออกมาสูงถึง 1.1 แสนล้านยูโร ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงมีอยู่ กลบแรงขายทำกำไร (Sell on Fact) ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท้ายตลาดก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้านในประเทศประเด็นความเสี่ยงทางการเมืองเริ่มร้อนแรงขึ้น ก่อนการลงมติถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี เน้นการลงทุนในหุ้นรายตัวมากขึ้น ที่มีงบไตรมาส 4 โดดเด่น และมีการจ่ายปันผลที่น่าพอใจ









