วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดรฟท.ไฟเขียวเปิดแอลซีซื้อหัวรถจักรดีเซล

บอร์ดร.ฟ.ท. อนุมัติเปิดแอลซี จัดซื้อหัวรถจักรดีเซล 20 คันพร้อมอะไหล่มูลค่า 3,300 ล้านบาท

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดได้อนุมัติการออกหนังสือค้ำประกันระหว่างประเทศ (แอลซี) ผ่านทางธนาคารธนชาติ ในการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า ขนาด 20 ตันเพลา จำนวน 20 คัน พร้อมอะไหล่มูลค่า 3,300 ล้านบาท กับทางบริษัทผู้ผลิตจากประเทศจีน โดย 2 คันแรกจะส่งมอบภายในเดือน ต.ค. นี้ ล่าช้ากว่ากำหนดที่จะส่งมอบภายในเดือน ส.ค. 2557

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ซื้อหัวรถจักร น้ำหนักกดเพลา 16 ตัน จำนวน 30 คัน พร้อมอะไหล่ วงเงิน 3,360 ล้านบาท แทนซ่อมบูรณะรถจักรดีเซลรถไฟฟ้าอัลสตอมจำนวน 56 คัน โดยจะนำเสนอคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ให้พิจารณาอนุมัติเปิดประมูล เนื่องจากโครงการล่าช้ามากว่า 3 ปี ขณะเดียวกันที่ประชุมรับทราบการแก้ไขเปลี่ยนแปลงการสั่งซื้ออะไหล่ซ่อมรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์จำนวน 4 รายการ จากทั้งหมด 492 รายการ มูลค่า 109.48 ล้านบาท เนื่องจากตัวเลขกำกับรายการอะไหล่ผิด

ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ ร.ฟ.ท. เสนอขออนุมัติการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคม วงเงิน 2,200 ล้านบาท ซึ่งจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมและครม.เห็นชอบต่อไป

นายสิทธิพงศ์ พรมลา หัวหน้าหน่วยธุรกิจซ่อมบำรุง การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หัวรถจักรจำนวน 30 คันที่ บอร์ด ร.ฟ.ท. เห็นชอบให้จัดซื้อจะนำมาทดแทนการซ่อมบำรุงรถจักรดีเซลไฟฟ้าอัลสตอมจำนวน 56 คัน โดยวงเงินในการจัดซื้อครั้งนี้จะใช้งบประมาณเดิม เพื่อใช้ลากขบวนสินค้าเส้นทางต่างๆในทุกเส้นทาง และในระยะต่อจากนี้จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาเห็นชอบ เพื่อเสนอให้ครม.ชุดใหม่อนุมัติดำเนินการ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดขายซองเอกสารประกวดราคาได้ภายในเดือน ต.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ผู้บริหาร ร.ฟ.ท.วิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักของ ร.ฟ.ท. คือ ขาดแคลนรถจักรและรถสินค้า ส่งผลให้ไม่สามารถจัดเดินขบวนรถได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ และไม่สามารถสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรถไฟได้ และยังส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นในการขนส่งสินค้าจากผู้ใช้บริการ

หากสามารถจัดหาหัวรถจักรได้ตามแผน จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนรถจักร เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางรถไฟ โดยใช้ล้อเลื่อนที่รองรับน้ำหนักบรรทุกการขนส่งได้สูงสุด สามารถบรรเทาปัญหาการขนส่งคอนเทนเนอร์ที่คับคั่งในท่าเรือแหลมฉบัง และรองรับการส่งออกของสินค้าเกษตรในรูปแบบคอนเทนเนอร์จากภูมิภาคสู่ท่าเรือ แหลมฉบัง ลดความแออัดของการจราจรทางถนน ลดอุบัติเหตุ มลภาวะทางอากาศ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศด้วย